วันที่ 2 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 โดยการจัดทำประชามติในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 1 เพื่อสอบถามประชาชนในประเด็นคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ระบุว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แต่ต้องให้ประชาชนลงมติเห็นชอบเสียก่อน โดยกระบวนการทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 256 และขั้นตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ ซึ่งหากมีการจัดทำฉบับใหม่จริงจะต้องมีการออกเสียงประชามติรวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง
สำหรับการใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นการลงคะแนนต่อเนื่องในที่เลือกตั้งเดียวกัน โดยเริ่มจากการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิที่มีทั้งบัญชีเลือกตั้ง สส. และบัญชีออกเสียงประชามติ ซึ่งประชาชนต้องเตรียมหลักฐานแสดงตน เช่น บัตรประชาชนที่แม้จะหมดอายุก็ยังใช้งานได้ หรือบัตรที่ทางราชการออกให้ที่มีรูปถ่ายและเลขประจำตัว 13 หลัก รวมถึงการแสดงตนผ่านแอปพลิเคชัน อาทิ ThaiD หรือ DLT QR LICENCE โดยขั้นตอนจะเริ่มจากการแสดงตนเพื่อรับบัตรเลือกตั้ง สส. จำนวน 2 ใบ คือแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อลงคะแนนและหย่อนบัตรลงหีบตามประเภทเสร็จสิ้นแล้ว ให้ผู้มีสิทธิเดินต่อไปยังจุดถัดไปเพื่อขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ โดยจะได้รับบัตรออกเสียงอีก 1 ใบ เพื่อเข้าคูหาทำเครื่องหมายกากบาทในช่องที่ต้องการเพียงช่องเดียวเท่านั้น ได้แก่ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือไม่แสดงความคิดเห็น แล้วจึงหย่อนบัตรลงในหีบประชามติด้วยตนเองก่อนเดินทางออกจากที่เลือกตั้ง
ทั้งนี้ การลงคะแนนดังกล่าวจะเป็นวันลงคะแนนพร้อมกันทั่วประเทศและไม่มีการลงคะแนนออกเสียงล่วงหน้า หากผู้มีสิทธิท่านใดไม่สามารถไปใช้สิทธิ ณ หน่วยเลือกตั้งที่มีชื่อตามทะเบียนบ้านได้ รวมถึงกลุ่มคนพิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขต นอกราชอาณาจักร หรือ ณ ที่ออกเสียงพิเศษ ได้ในระหว่างวันที่ 3 – 5 มกราคม 2569 โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน กกต. www.ect.go.th สำนักงาน กกต. จังหวัด หรือสอบถามสายด่วน 1444








