เรื่อง / กรวิก อุนะพำนัก
หมายเหตุ : เกือบ 4 ปีบนเส้นทางการบริหารกรุงเทพมหานครของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่กำลังจะครบวาระในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นี้ ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองระดับประเทศ
ทว่าในสายตา “ชัชชาติ” กลับมองเห็นความมีเสถียรภาพของการเมืองท้องถิ่น โดยมุ่งมั่นที่จะใช้ประสิทธิภาพของระบบราชการเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตคนเมือง “สำนักข่าวสยามรัฐ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ชัชชาติ” เปิดใจถึงแนวทางการทำงาน ปัญหาหนี้สินที่ค้างคา แผนการในอนาคต และคำตอบที่หลายคนอยากรู้ว่า "จะไปต่อในสมัยที่ 2 หรือไม่?"
- ผ่านมา 3 ปีกว่า ผลงานในภาพรวมตามนโยบายที่เคยประกาศไว้เป็นอย่างไรบ้าง?
เรามีโครงการนโยบายทั้งหมด 244 โครงการ ดำเนินการไปแล้วเกือบหมด มีเพียง 8 โครงการที่ไม่ได้ทำต่อหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบไป เช่น ห้องสมุดเคลื่อนที่ที่เปลี่ยนไปทำบ้านหนังสือแทนเนื่องจากความคุ้มค่า หรือการเคลื่อนย้ายงานศิลปะที่ปรับตามบริบทเมืองที่เปลี่ยนไป
สรุปแล้วเราทำได้มากกว่า 95% ของนโยบายที่เสนอไว้ ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ Open Policy หัวใจสำคัญที่ผมพยายามผลักดันคือคำว่า 'ประสิทธิภาพ' (Productivity) คือการทำน้อยแต่ได้มาก ใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดแต่ได้ผลงานมากที่สุด โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
- หลายคนมองว่า กทม. ยุคนี้ไม่มีโครงการขนาดใหญ่หรือ 'บิ๊กโปรเจกต์' ท่านมองเรื่องนี้อย่างไร?
จริงๆ แล้วไม่มีใครทำบิ๊กโปรเจกต์ ใหญ่เท่าเราแล้ว นั่นคือการชำระหนี้รถไฟฟ้า BTS จำนวน 70,929 ล้านบาท ซึ่งไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหนลงทุนด้วยเงินตัวเองขนาดนี้ เราบริหารงบประมาณอย่างจำกัดแบบ 'กระเบียดกระเสียร' จนมีเงินสะสมไปจ่ายหนี้ก้อนนี้ได้
นอกจากนี้ยังมีโครงการแก้จุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุด ที่ทำสำเร็จไปแล้ว 595 จุด และการสู้คดีรถดับเพลิงจนเหลือค่าจอดเพียง 300 ล้านบาทจากที่เคยแพ้คดีกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมได้รถกลับมาใช้งาน
- เรื่องความโปร่งใสและการทุจริต ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ประชาชนสะท้อนผ่านโพล ท่านจัดการอย่างไร?
เราเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรก โดยร่วมมือกับ ปปช. และ ปปท. จนสามารถลงโทษไล่ออกข้าราชการที่ทุจริตไปแล้ว 28 ราย เราเน้นแก้ที่ต้นทาง เช่น การแต่งตั้งที่ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง และการนำระบบ 'ขออนุญาตก่อสร้างออนไลน์' มาใช้ ซึ่งช่วยลดเวลาจาก 45 วันเหลือ 14 วัน และลดการเผชิญหน้าเพื่อป้องกันการเรียกรับสินบน รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลผ่าน Open Contract เพื่อให้ประชาชนช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณ
- ทราบว่ามีการพัฒนาเรื่อง 'ห้องเรียนดิจิทัล' อย่างจริงจัง สิ่งนี้จะเปลี่ยนการศึกษา กทม. อย่างไร?
เราขยายห้องเรียนดิจิทัล (Digital Classroom) ครบทั้ง 437 โรงเรียน โดยให้นักเรียนใช้แล็ปท็อปเป็นเครื่องมือเรียนรู้ตามจังหวะของตัวเอง (Self-paced learning) ระบบนี้อยู่บน Cloud ทำให้เด็กทบทวนบทเรียนได้ทุกที่ และช่วยลดภาระงานครูในการพิมพ์แผนการสอนลงมหาศาล เป้าหมายคือการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะการศึกษาคือทางออกของปัญหา 'โง่ จน เจ็บ' ในระยะยาว
- โครงการสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา (Pedestrian Bridge) มีความเป็นมาอย่างไร?
เป็นโครงการแลนด์มาร์กใหม่ที่ผมอยากทำเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลัง โดยดูพิกัดไว้ที่ท่าเรือสวัสดีเชื่อมไปยังเขตคลองสาน ผมเชื่อว่าสะพานคนเดินจะช่วยสร้างโครงข่ายเมืองและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าสะพานรถยนต์ โดยจะเชื่อมโยงย่านทรงวาด เยาวราช และฝั่งธนบุรีเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองและพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคน (People's Space) เมื่อมีการย้ายหน่วยงานไปที่ดินแดงทั้งหมด
- กรณีข้อบัญญัติสัตว์เลี้ยงและการจดทะเบียนหมาแมวที่กำลังเป็นประเด็น ท่านชี้แจงอย่างไร?
เป้าหมายคือการสร้างระเบียบและทำให้ทราบข้อมูลสัตว์เลี้ยงในฐานะเมืองเจริญแล้ว กทม. ไม่สามารถรับเลี้ยงสุนัขจรจัดทั้งแสนตัวได้ หน้าที่ของเราคือทำหมันและฉีดวัคซีนให้มากที่สุด ส่วนปัญหาสำนักงานเขตมีชิปฝังไม่พอ หรือความไม่สะดวกของประชาชน เบื้องต้นได้สั่งเพิ่มชิปอีก 50,000 ตัว และเน้นบริการเชิงรุกออกไปจดทะเบียนให้ถึงที่
- สำหรับโครงการในอนาคต เช่น ผังเมืองใหม่ มีความคืบหน้าอย่างไร?
เรื่องผังเมืองใหม่คาดว่าปีหน้าน่าจะยังไม่ได้ประกาศใช้ เพราะอยู่ในช่วงเปลี่ยนรัฐบาลพอดี น่าจะขยับไปเป็นต้นปี 2570 ตอนนี้ขั้นตอนอยู่ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง แต่ปัญหาที่ยากที่สุดคือ พ.ร.บ.ผังเมืองฉบับใหม่จะต้องผ่านสภา กทม. ซึ่งยังมีข้อสงสัยทางข้อกฎหมายว่าสภามีสิทธิ์แก้ไขได้มากน้อยเพียงใด เพราะถ้ามีการแก้ไขก็ต้องกลับไปทำประชาพิจารณ์ใหม่ เป็นวงจรที่ทำให้ล่าช้าออกไป
-ในช่วงเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ท่านมองภาพรวมของการเมืองท้องถิ่นและการทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างไร?
ที่ผ่านมา การเมืองท้องถิ่นของเราค่อนข้างมีเสถียรภาพ ผมเองอยู่มา นายกฯ น่าจะเป็นคนที่ 4 ที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าหากรวมรักษาการน่าจะถึงคนที่ 7 ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ อาจจะไม่ได้มีผลอะไรมากนักต่อกรุงเทพมหานคร ส่วนที่เราจะกังวลก็อาจจะเป็นโครงการที่ต้องมีความต่อเนื่องกับรัฐบาล เช่น โครงการเรื่องน้ำ แต่เชื่อว่าข้อเท็จจริงและความจำเป็นไม่ได้เปลี่ยนไป ถ้าเราสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ว่าโครงการเป็นประโยชน์กับประชาชนจริง ๆ รัฐบาลใหม่มาก็น่าจะดำเนินการต่อ
- โครงการขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์ของ กทม. จำเป็นต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลมากน้อยเพียงใด?
โครงการใหญ่ ๆ ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เช่น เรื่องการระบายน้ำ หรือการสร้างเขื่อน เราจำเป็นต้องขอการสนับสนุนงบประมาณอยู่แล้ว ตัวอย่างที่สำคัญคือ โครงการป้องกันน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับโครงการในประเทศเนเธอร์แลนด์หรือเดนมาร์กที่จะต้องมีการล้อมบริเวณด้านนอกอ่าวไทย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเขตรับผิดชอบของ กทม. เราจึงได้เสนอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าภาพหลักในการศึกษาความเหมาะสม
- เรื่องภาระหนี้สินของรถไฟฟ้า BTS ที่เป็นประเด็นมานาน ปัจจุบันสถานการณ์เป็นอย่างไร?
ปัจจุบันเราได้จ่ายหนี้ BTS ไปแล้วกว่า 70,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นภาระใหญ่ที่เราต้องรับผิดชอบ นโยบายที่อาจจะเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้คือการที่รัฐบาลจะซื้อสัมปทานคืนไป โดยหลักการที่เห็นชอบร่วมกันคือควรให้รัฐบาลเป็นเจ้าของเพียงรายเดียว (Single Ownership) ในระหว่างนี้ กทม. เองก็ต้องพยายามหาช่องทางเพิ่มรายได้ หากเราสามารถ 'กลืนเลือด' ประคองสถานการณ์ไปได้จนถึงปี 2572 รายได้จากส่วนที่เป็นพื้นที่ไข่แดง (ใจกลางเมือง) จะเข้ามาช่วยสนับสนุน ทำให้สถานะทางการเงินของเรากลับมาสูสีและแข็งแกร่งขึ้น
- หากต้องประเมินผลงานตัวเองที่ผ่านมา ให้คะแนนเท่าไร และเรื่องไหนที่ยังต้องเร่งแก้ไข?
ผมให้ตัวเองสัก 6 คะแนน แล้วกันครับ แม้นโยบายต่าง ๆ จะทำได้เกือบหมด แต่เราต้องหันมาโฟกัสจุดที่ประชาชนยังไม่พอใจ ซึ่งหลัก ๆ มีอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องปากท้องและเรื่องคอร์รัปชัน ในเรื่องปากท้อง กทม. ไม่มีงบประมาณที่จะไปแจกเงินโดยตรง แต่เราเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อม เช่น การปรับปรุงทางเท้า หรือการจัดกิจกรรมสร้างความสุขเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เมืองดูสนุกสนานขึ้น ส่วนเรื่องคอร์รัปชัน เราเอาจริงเอาจังมาตั้งแต่วันแรก โดยร่วมมือกับ ปปช. และ ปปท. จนถึงปัจจุบันเราลงโทษไล่ข้าราชการที่ทุจริตออกไปแล้วถึง 28 ราย
- ท่านมีแนวทางอย่างไรในการแต่งตั้งผู้บริหารของ กทม. ให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ?
เราไม่มีทางมีผลงานดีกว่าทีมงานที่เราเลือก เราเลือกทุกคนเพราะเชื่อว่าจะบริการประชาชนได้ดีที่สุด อาวุโสเป็นส่วนหนึ่ง ถ้าใกล้เคียงกัน เราก็คงต้องเลือกอาวุโส แต่ก็คงต้องดูผลงานประกอบด้วย เรามีอิสระในการเลือกทีมงาน เพราะเราเลือกทุกคนด้วยตัวเอง โดยไม่มีอิทธิพลจากภายนอก ปัญหาตอนนี้คือตำแหน่งทางการเมืองของ กทม. น้อยไป เพราะมีที่ปรึกษา 9 คน และรองผู้ว่าฯ 4 คน
นอกจากนี้ เรายังใช้เทคโนโลยีอย่าง Traffy Fondue และการขออนุญาตออนไลน์เข้ามาช่วยลดช่องว่างการทุจริตในการขอใบอนุญาตต่าง ๆ คอนเซ็ปต์หลักของผมคือ 'ทำน้อยให้ได้มาก' ใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะการทุจริตคือตัวการที่ทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ คือการทำเยอะแต่ได้ผลน้อย ใช้เงินเยอะแต่ได้งานน้อย เราอยากให้ กทม. เป็นต้นแบบการปฏิรูประบบราชการโดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนกฎหมาย"
- ประชาชนอยากทราบว่าท่านจะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย หรือจะขยับไปสนามการเมืองระดับชาติ?
เรื่องลงการเมืองใหญ่ไม่มีหรอก เราทำตรงนี้ให้ดี เราก็รู้ว่าฐานะเราเป็นแค่ผู้ว่าฯ กทม. เราอยู่กับทุกรัฐบาลได้ การเมืองท้องถิ่นคือพื้นฐานที่จะเปลี่ยนชีวิตคนได้เร็วกว่า ที่เรามาเป็นผู้ว่าฯ คือต้องสร้างความศรัทธาให้กับระบอบประชาธิปไตย ว่ายังสามารถเลือกคนที่มีคุณภาพมาทำงานได้
เราไม่เคยไปว่าใคร หน้าที่ของเราคือเสนอสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น เราใช้เงินหาเสียงน้อย เพราะเรามาได้ด้วยอาสาสมัคร ไม่ได้มีระบบต้องจ่ายเงินซื้อเสียง เราพร้อมที่จะแพ้ และพร้อม แล้วแต่ประชาชน เราจะประกาศตัวลงสมัครเมื่อไรก็ตามที่เรามี Solution ที่ดีสำหรับ 4 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนี้หน้าที่หลักที่สุดคือทำตอนนี้ให้ดีที่สุด
ส่วนเรื่องจะลงสมัครผู้ว่าฯ ต่อหรือไม่ ยังไม่ได้ตัดสินใจ ตอนนี้กำลังคิดอยู่ว่าเรามีอะไรที่ดีที่จะเสนอให้ประชาชน เหมือนกับที่ทำในสมัยแรกหรือไม่ ถ้าเราจะลงต่อ เราต้องมีคำตอบที่ดีมาก ๆ เรากำลัง Brainstorm และพยายามพัฒนาเป็นชุดนโยบาย (policy set) ขึ้นมา 4 ปีข้างหน้าสำคัญมาก ๆ สำหรับกรุงเทพฯ ที่จะก้าวไปเป็นเมืองระดับโลก
ผมเข้าใจว่าในเงื่อนไขที่มีอยู่ เราจะพาเมืองนี้ต่อไปอย่างไรอีก 4 ปีข้างหน้า ให้เป็นเมืองที่อยู่รอดได้ หัวใจคือ ทำอย่างไรให้เมืองมีประสิทธิภาพ และดึงคนเก่ง ๆ ไว้กับเราได้ ผมว่าข้อได้เปรียบของเราคือเราได้รับความไว้ใจจากคน ทั้งเอกชน ภาควิชาการ และประชาชน







