อาจารย์รัฐศาสตร์ชื่อดังฟันธง ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากหาดใหญ่ เกินกว่าการโทษนายกฯ หรือรัฐบาล เพราะรากเหง้าคือ โครงสร้างราชการรวมศูนย์ ที่ไร้ความคล่องตัว ไม่ตอบโจทย์ภัยพิบัติยุคใหม่ ชี้! ต่อให้ใครมาบริหารก็เจอชะตากรรมเดียวกัน
วันที่ 30 พ.ย.2568 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาว่า หากต้องการหาคำตอบว่าทำไมเมืองใหญ่อย่างหาดใหญ่จึงยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก สิ่งสำคัญคือ ต้องมองให้ไกลกว่าตัวบุคคลหรือรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง ถ้ามองหาแต่คนผิด แล้วข้ามปัญหาเชิงระบบไป จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้ เพราะรากของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างระบบราชการรวมศูนย์และสมรรถนะของท้องถิ่นที่อ่อนแอ ซึ่งสะสมต่อเนื่องมานานหลายสิบปี จากระบบการปกครองแบบไทยๆ ที่ลดทอนความเข้มแข็งของท้องถิ่น เป็นทุนเดิม
นักวิชาการ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่มีปัจจัย ซับซ้อนเกินกว่า จะหาแพะ เป็นตัวบุคคล หรือหน่วยงานแล้วจบ แต่ถ้าคิดกันแค่นั้น ก็เตรียมเจอกับน้ำท่วมรอบใหม่ในปีหน้า และปีต่อๆไปได้เลย อย่าลืมว่าแม้รัฐส่วนกลางจะลงพื้นที่และสนับสนุนทุกด้าน แต่ระบบราชการรวมศูนย์แบบไทยๆ ที่ยึดการสั่งการจากส่วนกลางเป็นหลัก ทำให้หลายกระบวนการเกิดความล่าช้า ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ขณะที่การประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับต่าง ๆ ยังขาดเอกภาพ ทั้งข้อมูล การจัดสรรทรัพยากร และการปฏิบัติ ทำให้ชุดความพยายามในพื้นที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมานาน แม้หลายกรมและหน่วยงานจะมีศักยภาพสูง แต่เมื่อต้องผ่านกลไกแบบ Top-down ที่ไม่ยืดหยุ่น การตอบสนองต่อภัยพิบัติที่ต้องการความรวดเร็วก็สะดุดลงทันที ระบบแบบนี้ทำให้ทุกฝ่ายในพื้นที่—including เจ้าหน้าที่ภาคสนามต้องทำงานยากขึ้น ไม่ใช่เพราะขาดความตั้งใจ แต่เพราะข้อจำกัดเชิงระบบ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานของรัฐไทย
“ต่อให้เอาใครมาบริหารจัดการ หากต้องอยู่ภายใต้ระบบราชการแบบไทยๆ เช่นนี้ การแก้ไขปัญหา ก็คงไม่ได้ดีไปกว่ากัน หรือแย่ไปกว่ากันซักเท่าไร เนื่องจากเจอระบบที่ เป็นอุปสรรค ต่อการทำงาน เป็นระบบที่เทอะทะ ไม่คล่องตัว ไม่สนองต่อความเปลี่ยนแปลง ของโลกยุคใหม่”รศ.ดร.โอฬารกล่าว
รศ.ดร.โอฬาร กล่าวอีกว่า เทศบาลนครหาดใหญ่ซึ่งควรเป็นหน่วยงานที่ใกล้ประชาชนที่สุด กลับมีจุดอ่อนที่เห็นชัดเจน ทั้งการประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง การสื่อสารล่าช้า ระบบเตือนภัยที่ยังไม่พร้อม และโครงข่ายระบายน้ำที่แม้ใช้งบประมาณตลอดหลายปีแต่ยังไม่ตอบโจทย์ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ ทำให้ปัญหาน้ำท่วมเกิดซ้ำทุกครั้งที่เกิดฝนหนัก โดยไม่อาจโทษบุคคลใดเพียงลำพัง เพราะนี่คือผลของการบริหารเมืองที่ไม่ถูกยกระดับตามการขยายตัวของหาดใหญ่ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภาคใต้ตอนล่าง
“เหตุการณ์ครั้งนี้ควรถูกใช้เป็นจุดตั้งต้นของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การโยนความผิดให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่ต้องมองว่าโครงสร้างที่มีอยู่ไม่เอื้อต่อการรับมือภัยพิบัติยุคใหม่ เมืองใหญ่ต้องมีอำนาจตัดสินใจที่เร็วกว่า งบประมาณที่คล่องตัวกว่า และระบบข้อมูลที่แม่นยำกว่า เพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ และเพื่อให้การสนับสนุนจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในสถานการณ์เช่นนี้ การช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่เพียงพอ หากไม่เริ่มปรับโครงสร้างระบบราชการ กระจายอำนาจ และยกระดับองค์กรปกครองท้องถิ่น เมืองใหญ่อย่างหาดใหญ่ก็จะยังต้องเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต ไม่ว่าจะมีใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ระบบที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง”รศ.ดร.โอฬาร กล่าว







