การเมืองทั่วไป

"ผบ.ทร." ปรับเรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็น “บก.ลอยน้ำ–ฐานโดรนรบ” เสริมแอนตี้โดรน รับศึกเขมร ปีแห่งความพร้อมรบกองทัพเรือ

แชร์ข่าว

พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เปิดเผยในโอกาสวันกองทัพเรือครบ 119 ปี โดยประกาศให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ” พร้อมเดินหน้าเสริมยุทธศาสตร์สำคัญด้วยการปรับบทบาทเรือหลวงจักรีนฤเบศร จากเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ให้เป็น “กองบัญชาการลอยน้ำ” หรือฐานปฏิบัติการเคลื่อนที่กลางทะเล โดยจะทำหน้าที่รองรับโดรน UAV และยานไร้คนขับ UXV ครบระบบ รวมถึงระบบแอนตี้โดรน เพื่อเพิ่มศักยภาพการลาดตระเวนและต่อระยะการบินในพื้นที่ยุทธการ โดยจะมีอากาศยานไร้คนขับประจำการราว 24 ลำ ทั้งจากรุ่นที่มีใช้อยู่แล้ว เช่น Schiebel และ MARCUS-B รวมถึงรุ่นใหม่ที่จะจัดหามาเพิ่มเติม เพื่อรองรับการป้องกันชายแดนทางทะเลโดยตรง

ผบ.ทร. ระบุว่า กองทัพเรือได้จัด “หมวดเรือป้องกันชายแดน” ผลัดเปลี่ยนกำลังทุก 6 เดือน ส่งเรือลาดตระเวนออกปฏิบัติหน้าที่ในเส้นทางยุทธการทางทะเลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกับกัมพูชาหรือไม่ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

พลเรือเอกไพโรจน์กล่าวถึงพัฒนาการของกองทัพเรือตลอดระยะเวลา 119 ปีว่า นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องแล้ว การเสริมสร้างความพร้อมรบในทุกมิติเป็นหัวใจสำคัญ โดยกำหนดปัจจัยหลักไว้ 4 ด้าน ได้แก่ องค์บุคคล องค์วัตถุ องค์ยุทธวิธี และการบริหารจัดการ โดยเฉพาะด้านบุคลากรซึ่งต้องพัฒนาและฝึกฝนต่อเนื่องเพื่อรับมือภัยคุกคามยุคใหม่

ในด้านองค์วัตถุ ผบ.ทร. ได้มอบนโยบายให้ศึกษาแนวทางพัฒนาศักยภาพเรือหลวงจักรีนฤเบศรให้รองรับการปฏิบัติการ UXV ครบทุกรูปแบบ ทั้ง UAV, USV และ UUV โดยให้กองเรือยุทธการพิจารณาว่าต้องปรับปรุงหรือจัดหาอะไรเพิ่มเติมบ้าง หากผลการศึกษาระบุว่าต้องมี UAV 24 ลำ ก็จะเดินหน้าเข้ากระบวนการจัดหาให้ครบถ้วนตามแผน เนื่องจากยุทโธปกรณ์สมัยใหม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรบในขณะที่ใช้ทรัพยากรน้อยลง

ผบ.ทร. ยังย้ำว่า แม้อากาศยานไร้คนขับจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ “เรือรบ” ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการ สามารถเคลื่อนกำลังเข้าใกล้พื้นที่เผชิญหน้าและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องได้ทันที ทั้งเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำยังคงเป็นยุทโธปกรณ์ที่ต้องมีควบคู่ไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงจะมีการเสริมขีดความสามารถให้กับหน่วยกำลังรบทางบกในระดับหมวด โดยติดตั้ง UAV โดรน และระบบแอนตี้โดรนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวน

ด้านพลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นฐานทัพโดรนลอยน้ำยังอยู่ในขั้นแนวคิด โดยหมวดโดรนที่จะประจำการบนเรือจำเป็นต้องมีโดรนติดอาวุธ เช่น MARCUS รวมถึงรุ่นอื่น ๆ เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการทางยุทธการ

สำหรับกรณีงดเยี่ยมชมเรือหลวงจักรีนฤเบศร พลเรือตรี ปารัช ชี้แจงว่า ขณะนี้กำลังทางเรือกำลังเตรียมพร้อมตาม “แผนจักรพงษ์ภูวนารถ” ซึ่งเป็นเหตุผลที่กองเรือใหญ่ต้องยกระดับความพร้อมสูงสุด แม้ยังไม่อาจระบุได้ว่าจะถูกนำมาใช้จริงหรือไม่ แต่เมื่อมีสถานการณ์ตึงเครียด กองทัพเรือจำเป็นต้องพร้อมปฏิบัติการทันที การงดเยี่ยมชมจึงเป็นมาตรการเพื่อรองรับความพร้อมของเรือหลวงจักรีฯ และเรือในแผนทั้งหมด

#กองทัพเรือ #เรือหลวงจักรีนฤเบศร #โดรนรบ #ผบทร #แผนจักรพงษ์ภูวนารถ #ความมั่นคง #เขตทะเลไทย #ชายแดนทางทะเล #UAV #ข่าวทหาร #ข่าวความมั่นคง

ข่าวแนะนำ

แชร์ข่าว