วันที่ 20 ต.ค.68 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊ก "วัส ติงสมิตร" ระบุข้อความว่า ให้อาหารสุนัขจร...แต่ศาลตัดสินว่าต้อง "รับผิด"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1639/2565 กลายเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญของคนรักสัตว์ทั่วประเทศ
หลายคนอาจเคยเมตตา “สุนัขจรจัด” ด้วยการให้อาหาร หรือให้มานอนอาศัยในบ้านโดยไม่ได้คิดอะไร
แต่รู้หรือไม่ว่า… ถ้าวันหนึ่งสุนัขตัวนั้นไปกัดเพื่อนบ้านหรือคนผ่านทางขึ้นมา
ผู้ที่ให้อาหารและดูแลมันอยู่ อาจต้อง “รับผิดทางกฎหมาย” เหมือนเจ้าของตัวจริงเลยทีเดียว
1) หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(1)ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์ หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่น หรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น (มาตรา 433 วรรคหนึ่ง)
(2) ประมวลกฎหมายอาญา
-ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท (มาตรา 291)
-ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพัง ในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 377)
2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1639/2565
ข้อเท็จจริง
จำเลยไม่ได้เลี้ยงดูสุนัขจรจัดที่ก่อเหตุโดยตรง แต่ได้ให้อาหารสุนัขจรจัดดังกล่าวมาตลอดเป็นเวลานาน จำเลยไม่ได้เลี้ยงดูสุนัขจรจัด โดยการขัง หรือโดยการล่ามโซ่ไว้ ต่อมาในวันเกิดเหตุ เด็กอายุเพียง 2 ปี 11 เดือน ได้ถูกสุนัขจรจัดตัวนี้กัดหลายแห่ง และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
จำเลยเป็นผู้ให้อาหารแก่สุนัขที่กัดผู้ตายตลอดมาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันมานานราว 2 ถึง 5 ปี และให้นอนบริเวณบ้านจำเลย ทั้งให้ลูกสุนัขที่เกิดจากสุนัขดังกล่าวแก่ผู้อื่น พฤติการณ์การกระทำของจำเลยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จำเลยเลี้ยงดูสุนัขดังกล่าวอย่างเป็นเจ้าของสุนัข มิใช่เพียงการให้ความเมตตาแก่สุนัขจรจัดทั่วไปเท่านั้น จำเลยจึงเป็นเจ้าของและผู้ควบคุมสุนัขที่กัดผู้ตาย
ก่อนเกิดเหตุสุนัขของจำเลยเคยกัดไก่ของคนอื่นถึง 17 ตัว ทั้งยังเคยกัดไก่ เป็ด โค และกระบือมาก่อนแล้วหลายครั้ง ถือได้ว่าสุนัขของจำเลยเป็นสัตว์ดุ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของจึงต้องควบคุมดูแลเป็นพิเศษกว่าปกติธรรมดา เพราะอาจทำอันตราแก่ชีวิตร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้ แต่จำเลยมิได้ล่ามโซ่หรือขังกรงไว้ กลับปล่อยปละละเลยให้สุนัขของจำเลยวิ่งไปทั่วหมู่บ้านได้จนเป็นเหตุให้สุนัขของจำเลยกัดทำอันตรายแก่ชีวิตของผู้ตาย
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ โดยการควบคุมสุนัขให้อยู่ภายในบริเวณบ้าน ล่ามโซ่ หรือให้อยู่กรง แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ และมิได้ควบคุมสัตว์ดุ ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปตามลำพังจนทำอันตรายแก่บุคคล
การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานเป็นผู้ควบคุมสัตว์ดุ ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้น เที่ยวไปตามลำพังจนทำอันตรายแก่บุคคล
ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดบุรีรัมย์)
กล่าวคือ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 377 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี กับให้จำเลย ชำระเงิน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แก่มารดาของเด็กผู้ตาย
3) ข้อคิดส่งท้าย
ความเมตตาต่อสัตว์เป็นสิ่งดี
แต่ควรมาพร้อมกับ “สติและความรับผิดชอบควบคู่กันไป”
“ความเมตตาโดยไม่ระวัง อาจกลายเป็นความผิดได้”








