"ชัชชาติ" แจงปมจัดซื้อเฉพาะเจาะจง 92.8% ยันทำตามระเบียบ-มุ่งโปร่งใส
วันที่ 17 .ย.69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโครงการของกรุงเทพมหานครที่ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงสูงถึงร้อยละ 92.8 และมีการซอยย่อยโครงการให้มีมูลค่าไม่ถึง 500,000 บาท เพื่อเลี่ยงการประมูล
โดยนายชัชชาติระบุว่ากระบวนการจัดซื้ออุปกรณ์หรือครุภัณฑ์เป็นไปตามระบบงบประมาณและระเบียบราชการ ซึ่งโครงการที่มีมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท สามารถดำเนินการแบบเฉพาะเจาะจงได้ตามระเบียบที่มีอยู่แล้ว ทั้งนี้ ยืนยันว่าการซอยย่อยโครงการเพื่อแบ่งซื้อแบ่งจ้างนั้นเป็นสิ่งที่ผิดระเบียบและไม่สามารถทำได้ พร้อมท้าให้ย้อนกลับไปตรวจสอบว่าในอดีตมีการกระทำลักษณะนี้หรือไม่ โดยย้ำว่า กทม. ปฏิบัติตามระเบียบทุกอย่าง หากฝ่ายการเมืองมองว่าเป็นปัญหาก็ควรระบุโครงการให้ชัดเจนหรือเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อลดเพดานมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงลงเหลือ 100,000 บาทในอนาคต
นายชัชชาติยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างรอบคอบตามแนวปฏิบัติของกรมบัญชีกลาง เนื่องจากบางรายการเป็นของใช้สอยประจำที่ต้องซื้อต่อเนื่อง หากต้องเข้าสู่กระบวนการประมูลทุกโครงการจะส่งผลให้ระบบราชการทำงานล่าช้าลง
ส่วนข้อกังวลเรื่องการล็อกสเปกที่พบว่ามีบางบริษัทได้รับงานจำนวนมากนั้น นายชัชชาติชี้แจงว่าต้องไปตรวจสอบรายละเอียดว่าสินค้ามีความคล้ายคลึงกันหรือไม่ โดย กทม. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้ผ่านการเปิดให้ทำประชาพิจารณ์เพื่อให้ผู้ยื่นประมูลที่เสียประโยชน์สามารถคัดค้านได้ และกำหนดให้คณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) ต้องรับผิดชอบต่อผลการดำเนินงานของตนเอง
นอกจากนี้ กทม. ยังมุ่งทำให้การเข้าถึงข้อมูล TOR สะดวกขึ้น จากเดิมที่มักถูกซ่อนไว้เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและทักท้วงได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการล็อกสเปกลงได้
สำหรับมาตรการเชิงรุก กทม. มีแนวคิดส่งร่าง TOR ในโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการเฉพาะทางที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญให้หน่วยงานภายนอก เช่น สภาวิชาชีพต่างๆ ช่วยตรวจสอบ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยนายชัชชาติได้มอบหมายให้นายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไปพิจารณารายละเอียดเพื่ออุดจุดอ่อนและปรับปรุงเชิงนโยบาย
ขณะที่นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ Open Data ว่าปัจจุบัน กทม. ได้ทำข้อตกลงกับกรมบัญชีกลางเพื่อขอทำสำเนาข้อมูลโครงการต่างๆ ทำให้สามารถเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างได้ครบ 100% จากเดิมที่จำกัดเพียงครั้งละ 100 คำขอ และมีข้อเสนอจากองค์การต่อต้านคอรัปชั่น (ACT) ที่ต้องให้กรุงเทพมหานครใช้ AI มาตรวจสอบตั้งแต่ช่วงที่เสนอของบประมาณ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใสตั้งแต่ต้นทาง โดยนายชัชชาติย้ำว่าหากส่วนใดที่ยังไม่สมบูรณ์ก็พร้อมนำไปปรับปรุงเพื่อให้ข้อมูลมีความเปิดกว้างมากขึ้นกว่าในอดีต
นอกจากนี้ กทม. ยังพร้อมรับข้อเสนอจากองค์การต่อต้านคอรัปชั่น (ACT) ในการนำระบบ AI มาใช้ตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอของบประมาณ เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางภายใต้นโยบาย "Open Bangkok" ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูล (Open Data), การเปิดเผยสัญญา (Open Contract), การตรวจสอบความก้าวหน้าโครงการ (Open Project) และการเปิดเผยนโยบาย (Open Policy)
ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอาจต้องใช้เวลา แต่เชื่อว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่องในการสร้างความโปร่งใส โดยนโยบายใหม่นี้จะเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน รวมถึงในชั้นการพิจารณาของสภากรุงเทพมหานครและการแปรญัตติ เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบและสะท้อนปัญหา ซึ่งจะช่วยยกระดับความโปร่งใสไม่ใช่แค่ในกรุงเทพมหานคร แต่รวมถึงระบบราชการไทยในภาพรวมทั้งประเทศด้วย








