วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ย่านรัชดา 36 โดยระบุว่าปัญหาเรื่องการดูแลเด็กอ่อนอายุ 0-6 ปี เป็นปัญหาสำคัญของเมืองที่ส่งผลให้คนปัจจุบันมีลูกน้อยลง เนื่องจากพ่อแม่ต้องออกไปทำงานและประสบปัญหาไม่มีใครช่วยดูแลบุตรหลาน
ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณสภากรุงเทพมหานครที่ร่วมกันแก้ไขข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ กทม. สามารถสนับสนุนงบประมาณด้านค่าอาหารและค่าตอบแทนผู้ดูแลให้แก่หน่วยงานเอกชนหรือมูลนิธิที่ดูแลเด็กนอกชุมชนได้ ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยให้พ่อแม่มีเวลาทำมาหากินและสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยเน้นย้ำความสำคัญของการดูแลเด็กอ่อนตั้งแต่วัย 3 เดือน ซึ่งต้องการการดูแลที่ละเอียดอ่อนในอัตราส่วนครูต่อเด็กที่ 1 ต่อ 3 หรือ 1 ต่อ 5
ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ ทีมงานนายชัชชาติและอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ได้ชี้แจงรายละเอียดนโยบาย “3 หมวด 9 ข้อ” เพื่อยกระดับสวัสดิการเด็กเล็ก โดยเปิดเผยสถิติว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กอายุ 0-6 ปีในกรุงเทพฯ ลดลงจาก 3 แสนคนเหลือประมาณ 2.5 แสนคน หรือลดลงร้อยละ 17 แต่ กทม. กลับสามารถนำเด็กเข้าสู่ระบบการดูแลเพิ่มขึ้นจาก 5 หมื่นคนเป็น 6 หมื่นคน และตั้งเป้าจะขยายให้ครอบคลุมถึง 8 หมื่นคนในอนาคต ผ่านโมเดลการทำงานที่หลากหลาย อาทิ การขยายศูนย์เด็กอ่อนของ กทม. จาก 3 แห่ง เป็น 13 แห่ง, การส่งเสริมโมเดล “บ้านย่ายาย” ให้ผู้สูงอายุในชุมชนช่วยดูแลเด็ก, และการขยายการรับเด็กในโรงเรียนสังกัด กทม. ให้ครอบคลุมระดับก่อนอนุบาลหรือเตรียมอนุบาลตั้งแต่อายุ 2 ขวบขึ้นไป
นอกจากนี้ นายศานนท์ยังระบุถึงการปรับปรุงระเบียบข้อบัญญัติใหม่เพื่อเพิ่มคุณภาพการดูแล โดยจะมีการอุดหนุนเงินเดือนครูอาสาสมัครตามวุฒิการศึกษา ซึ่งครูที่จบปริญญาโทจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มค่าอุดหนุนอาหารเด็กและกำหนดสัดส่วนครูต่อเด็กให้เหมาะสมตามช่วงวัย คือเด็ก 3 เดือนขึ้นไปใช้อัตรา 1 ต่อ 3, เด็ก 2-3 ปี ใช้อัตรา 1 ต่อ 5 และเด็ก 3 ปีขึ้นไปใช้อัตรา 1 ต่อ 10
ในด้านวิชาการจะมีการนำร่อง “อนุบาลคุณภาพ” 7 แห่งและขยายให้ครบ 50 เขต โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชในการพัฒนาหลักสูตรและผลิตครูปฐมวัย รวมถึงนโยบายสนับสนุนครอบครัว เช่น การจัดกิจกรรม "วันเพลย์เดย์" (Play Day) ในสวนสาธารณะ 53 แห่ง, การเปิดห้องสมุดของเล่นที่ให้ยืมได้ทั้งหนังสือและของเล่น และการจัดทำ "ห้องเรียนพ่อแม่" เพื่อแนะนำวิธีเลี้ยงลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 2 ขวบ ทั้งเรื่องวัคซีนและสุขอนามัย
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่าเด็กในช่วงปฐมวัยคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมือง นโยบายเด็กอ่อนจึงถือเป็นนโยบายหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลเด็กมีความเข้มแข็ง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่พ่อแม่และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวกรุงเทพฯ ในระยะยาว
"เด็กคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเมือง และจะเป็นผู้ที่กลับมาดูแลเมืองนี้ในอนาคต ตามคำกล่าวโบราณ: การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน กทม. ไม่สามารถทำเองได้หมด แต่ต้องร่วมมือกับเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อช่วยเสริมและประหยัดงบประมาณ นโยบายนี้จึงสำคัญไม่แพ้มหาวิทยาลัยระดับโลก เพราะช่วงอายุ 0-6 ปี คือช่วงที่มนุษย์มีพัฒนาการสูงสุด" นายชัชชาติ กล่าว








