กรุงเทพมหานครภายใต้การนำของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กำลังขยับเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งสมัยที่ 2 พร้อม "อาวุธเชิงระบบ" ซึ่งไม่ใช่นโยบายรายโครงการ แต่เป็นการวางรากฐาน "ระบบปฏิบัติการเมือง" หรือ Bangkok OS เพื่อยกระดับทั้งกลไกบริหารและการให้บริการสาธารณะ
ต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่าเป้าหมายสำคัญคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างอัตราเร่งและกระจายงานลงสู่ระดับปฏิบัติการให้ครอบคลุมทุกหน่วยงาน เสมือนเป็นระบบปฏิบัติการที่เปรียบได้กับ iOS หรือ Android เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับใช้หลักการเดียวกันในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลให้งานดำเนินไปอย่างมีพลังและเกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่เปรียบระบบราชการว่าเป็นระบบปฏิบัติการ (Operating System - OS) ของประเทศ หากสมรรถนะของ OS ไม่ทันสมัยหรือปรับไม่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็จะไม่สามารถประมวลผลออกมาเป็นบริการสาธารณะที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้
ความสำเร็จที่เป็นรากฐานสำคัญของระบบนี้เห็นได้จากแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ซึ่งถูกนำมาใช้แก้ไขปัญหา 'เส้นเลือดฝอย' โดยตลอด 4 ปี ที่ผ่านมา ปัจจุบัน (4 พ.ค.69) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนสะสมรวมทั้งสิ้น 1,287,463 เรื่อง และดำเนินการแก้ไขจนเสร็จสิ้นไปแล้ว 1,054,359 เรื่อง (คิดเป็น 82%) ค่าเฉลี่ยเวลาการแก้ไขปัญหา 3 วันต่อเคส และได้รับความพึงพอใจจากประชาชน 81%
กลไกของ Traffy Fondue คือการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ในการทลายระบบราชการแบบ "ไซโล" และตัดทอนสายการบังคับบัญชาที่ยุ่งยากซับซ้อน ทำให้ข้อมูลจากประชาชนถูกส่งตรงไปยังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้บริหารตามลำดับชั้นแบบเดิม
จากการประเมินของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรือ NSTDA โดย ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม และทีมวิจัยเนคเทค สวทช. ผู้พัฒนาระบบ และจัดทำชุดข้อมูลวิจัยเผยแพร่เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 พบว่ากลไกการทำงานของ Traffy Fondue สามารถช่วยภาครัฐประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 42.45 ล้านบาท
โดยตัวเลขนี้มาจากการคำนวณการลด "ต้นทุนทางธุรกรรม" (Transaction Cost) ในหลายมิติ เช่น การลดเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่ลงได้เฉลี่ย 6.2 ชั่วโมงต่อเรื่อง การประหยัดค่ากระดาษและทรัพยากรในระบบราชการ รวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางมาติดต่อราชการของประชาชนลงได้เฉลี่ยถึง 65 นาทีต่อเคส ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
ในการก้าวสู่สมัยที่ 2 "Bangkok OS" จะทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมหลักเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จากทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน รวมถึงการขยายผลสู่ระบบ Bangkok Open Data ที่ปัจจุบันมียอดผู้ใช้งานสะสมกว่า 4 ล้านครั้ง โดยระบบปฏิบัติการนี้จะต่อยอดไปสู่การใช้ดิจิทัลควบคุมภาพรวมการทำงานทั้งหมด รวมถึงระบบ KPI เพื่อตรวจสอบการทำงานและใช้ในการพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อน ลด ปลด ย้าย ข้าราชการผ่านระบบ ซึ่งจะสร้างความโปร่งใสในระบบงานบุคคลมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในมิติต่างๆ เช่น การติดตั้งสัญญาณไฟจราจร Adaptive AI แล้ว 74 จุด และมีแผนขยายเพิ่มอีก 50 จุด ในปีนี้ ซึ่งช่วยลดความล่าช้าในการเดินทางได้สูงสุด 41% พร้อมติดตั้งกล้อง AI CCTV 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ช่วยกวดขันวินัยจราจรบนทางเท้าตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการพัฒนาบริการประชาชนผ่านระบบขออนุญาตก่อสร้างออนไลน์ (BMA OSS) ช่วยให้การอนุมัติบ้านพักอาศัยทำได้ภายใน 14 วัน หวังสร้างความสะดวกและโปร่งใสในการให้บริการมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ OS เต็มรูปแบบยังมีข้อท้าทายและอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะด้านทรัพยากรมนุษย์ เช่น บุคลากรบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจและทักษะดิจิทัลระดับสูง รวมถึงทัศนคติที่ยังยึดติดกับวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิม
ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ในระดับพื้นที่ และข้อจำกัดด้านงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัยยังเป็นปัจจัยที่ต้องเร่งแก้ไข อีกทั้งในทางปฏิบัติ การแก้ไขปัญหาบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายที่ซับซ้อน เช่น งานโยธาหรือการรื้อถอนอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร ยังต้องใช้เวลาดำเนินการนานและไม่สามารถทำได้ทันทีตามความคาดหวังของประชาชนในระบบออนไลน์
จากความสำเร็จด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหาร "คน" และ "งาน" ของนายชัชชาติ ระบบ Bangkok OS ที่ถูกซุ่มพัฒนาและทดลองในช่วงที่ผ่านมานี้ ถือเป็น "หมัดเด็ด" หรือเครื่องมือสำคัญ ที่จะช่วยบริหารจัดการนโยบายต่างๆ ในสมัยที่ 2 ได้ง่ายขึ้น








