29 เมษายน 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน เดินทางมาติดตามทวงถามความชัดเจนจากผู้บริหารกรุงเทพมหานคร กรณีโครงการก่อสร้างแนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน โดยตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารจัดการงบประมาณและรูปแบบการก่อสร้างที่อาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย
นายสุธี ช้างเจริญ นายกสมาคมพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยตัวแทนชาวบ้านพื้นที่ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน เดินทางมาติดตามความคืบหน้าหลังยื่นหนังสือร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสและผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ต่อประธานสภา กทม.ไปแล้ว โดยโครงการดังกล่าวมีลักษณะเป็นหินบล็อกวางสลับฟันปลา ยาว 200 เมตร และมีช่องว่าง 50 เมตร ตลอดแนว 4.7 กิโลเมตร ตั้งแต่เขตติดต่อจังหวัดสมุทรสาครไปจนถึงสมุทรปราการ บริเวณคลองขุนราชพินิจ ซึ่งชาวบ้านมองว่ารูปแบบนี้คล้ายกับที่จังหวัดระยอง ซึ่งไม่สามารถป้องกันน้ำและคลื่นได้จริง
"โครงการ 1,600 กว่าล้านบาทนี้ทำไมงบประมาณออกมาได้ ทั้งที่ขั้นตอนยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ EIA ก็หมดอายุไปตั้งแต่ปลายปี 2567 และควรต้องมาถามความเห็นชาวบ้านใหม่เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้ว แต่ กทม. กลับไปต่ออายุกันเองก่อนเริ่มงานไม่กี่วัน ที่สำคัญบริษัทรับเหมาลงมือปักเสาเข็มไปก่อนที่กรมเจ้าท่าจะอนุมัติในวันที่ 20 มีนาคม 2569 เสียอีก เหมือนเป็นการอนุมัติย้อนหลัง"
นายสุธี กล่าวต่อว่า อยากให้ กทม. ระงับการก่อสร้างเดิมไว้ก่อน แล้วเปลี่ยนแนวทางมาทำเป็นเขื่อนถาวรที่ใกล้ชายฝั่งมากขึ้นเหมือนที่บางปู เพราะรูปแบบสลับฟันปลาที่ทำอยู่นี้ คลื่นก็ยังเข้ามาได้เหมือนเดิม น้ำทะเลก็หนุนสูงขึ้น ชาวบ้านเดือดร้อนต้องคอยซ่อมแซมพื้นที่อยู่ตลอด หากทำเป็นเขื่อนถาวรปิดตายไม่มีช่องน้ำเข้าออก ตะกอนจะตกผลึกได้เร็วกว่า ช่วยป้องกันตลิ่งพังและมีประโยชน์กับประชาชนมากกว่าการเอาเงินไปทิ้งในทะเลแบบที่เป็นอยู่
สำหรับกรณีดังกล่าว กลุ่มชาวบ้านยืนยันว่าจะติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความกังวลทั้งเรื่องประสิทธิภาพของโครงการและความเสี่ยงที่งบประมาณแผ่นดินจะสูญเปล่าจากการดำเนินงานที่อาจขัดต่อหลักกฎหมาย
ด้านนายนภาพล จีระกุล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางกอกน้อย กล่าวว่า วันนี้ตนจะอภิปรายเรื่องนี้ในสภา กทม. โดยเบื้องหลังการพิจารณางบประมาณโครงการนี้ เดิมเป็นการสมทบงบประมาณระหว่างรัฐบาลและ กทม. ในสัดส่วน 70:30 แต่ภายหลังมีการขอปรับเปลี่ยนเป็น กทม. รับผิดชอบงบประมาณ 100% เต็ม โดยตนตั้งข้อสังเกตสำคัญในประเด็นรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ได้รับอนุญาตมาตั้งแต่ปี 2562 และมีกำหนดหมดอายุในวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันโครงการดังกล่าวยังไม่ได้เริ่มดำเนินการตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แม้สำนักการระบายน้ำจะพยายามเร่งรัดโครงการ แต่พบว่ามีการข้ามขั้นตอนสำคัญโดยเฉพาะการขออนุญาตจากกรมเจ้าท่า
“ในการทำสิ่งก่อสร้างถาวรในน่านน้ำหรือในลำน้ำ จะต้องได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่าก่อน กรณีนี้กรมเจ้าท่าเพิ่งจะอนุญาตเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งหาก EIA หมดอายุแล้วไม่ได้ทบทวนใหม่ และกรมเจ้าท่าเพิ่งมาอนุญาตภายหลัง มันจะกลายเป็นการดำเนินงานที่ผิดขั้นตอนกฎหมาย อาจนำไปสู่การยกเลิกใบอนุญาตหรือการฟ้องร้องในอนาคต”
นายนภาพล กล่าวต่อว่า ตนเคยตั้งกระทู้ถามผู้ว่าฯ ตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ไม่มีความคืบหน้า ท่านรองผู้ว่าฯ เคยตอบว่าการขออนุญาตกรมเจ้าท่าครอบคลุมแค่ในลำน้ำ แต่ความจริงตาม พ.ร.บ. นั้นครอบคลุมทั้งในลำน้ำและในทะเล ซึ่งอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น นอกจากนี้การก่อสร้างที่ติดกับที่ดินชาวบ้านต้องได้รับความยินยอมก่อน แต่ชาวบ้านยืนยันว่าไม่เคยอนุญาต หากมีการฟ้องศาลปกครองขึ้นมา กทม. จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหาย เหมือนกรณีโรงเรียนดับเพลิงที่นครชัยศรีที่เคยโดนฟ้องมาแล้วกว่า 51 ล้านบาท ตนไม่อยากให้ความเสียหายเช่นนั้นเกิดขึ้นกับงบประมาณของ กทม. อีก








