ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ จนลุกลามเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมถึงขั้นมีการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ ซึ่งในเรื่องนี้เหล่านักการเมืองท้องถิ่นผู้มีประสบการณ์ได้ออกมาสะท้อนมุมมองไว้อย่างน่าสนใจ
โดยนายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย สังกัดกลุ่ม Bangkok First ให้ความเห็นว่าการนับคะแนนใหม่นั้นจำเป็นต้องมีเหตุอันควรสงสัยว่าการนับคะแนนไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม โดยตามกฎหมายแล้ว หากผู้สังเกตการณ์พบความไม่โปร่งใส จะต้องทำการทักท้วงทันทีในขณะที่มีการนับคะแนนอยู่ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง เนื่องจากปัจจุบันการนับคะแนนทำที่หน่วยเลือกตั้งอย่างเปิดเผย ไม่ได้มีการขนหีบไปนับรวมเหมือนในอดีตที่อาจเกิดปัญหาการสลับกล่องได้
"การนับคะแนนใหม่ต้องมีเหตุอันควรสงสัยว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่เขาก็ให้สิทธิ์คุณในตอนที่คุณอยู่หน้าหน่วย หากเห็นว่านับคะแนนไม่โปร่งใส คุณต้องคัดค้านตอนนั้นเลย ไม่ใช่ว่าพอคะแนนออกมาแล้วไม่ยอมรับ แล้วขอให้มีการนับใหม่ ซึ่งหากเป็นผมในฐานะกรรมการประจำหน่วย ผมก็ไม่ให้นับใหม่ เพราะคุณเห็นเขานับทีละใบอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมคัดค้าน"
นายนภาพลยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ป้ายหรือแผ่นนับคะแนนไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะท้ายที่สุดจะมีผลคะแนนที่เขียนลงในเอกสารอีกใบแนบไว้ในกล่องเลือกตั้ง หากจะมีการนับใหม่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีหรือรายหน่วยที่มีเหตุผลชัดเจน เช่น เจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ หรือคะแนนมีความสูสีกันมากเพียงหลักสิบ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดในการขานบัตรดีหรือบัตรเสีย แต่การจะให้นับใหม่ทั้งประเทศนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะต้องใช้ทรัพยากรและงบประมาณมหาศาล
ด้านนายพีรพล กนกวลัย เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจ อดีต สก.เขตพญาไท ระบุถึงระเบียบของ กกต. ว่ามีขั้นตอนในการร้องเรียนระหว่างการนับคะแนนด้วยการยื่นแบบฟอร์มหากพบความผิดปกติ ซึ่งหากไม่มีการคัดค้านจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ก็สะท้อนว่ายอมรับผลในขณะนั้นแล้ว แต่พอทราบว่าแพ้กลับมาเรียกร้องให้นับใหม่ ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์รองรับในลักษณะนี้
"ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้มวลชนไปกดดันให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศในเขตที่ตัวเองแพ้ แต่เขตที่ตัวเองชนะกลับไม่พูดถึง การทำแบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแต่เป็นการใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ต่อไปใครแพ้ก็ขอนับใหม่ไม่จบสิ้น ปัญหาความผิดพลาดของ กกต. อาจมีได้ ควรดำเนินการเป็นรายกรณี แต่ไม่มีทางที่จะผิดพลาดไปทุกจุดทั่วประเทศอย่างแน่นอน"
นายพีรพลเน้นยำว่ากฎหมายปัจจุบันไม่มีช่องทางรองรับการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ เว้นแต่จะมีการปฏิวัติเท่านั้น ดังนั้นหากหน่วยใดมีปัญหาก็ควรตรวจสอบและแก้ไขเป็นรายหน่วยไปตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่การเหมารวมทั้งหมดซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
ขณะที่ นายวิรัช คงคาเขตร สก.เขตบางกอกใหญ่ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นข้อผิดพลาดระดับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยซึ่งขาดการซักซ้อมที่ดีพอ แต่เชื่อว่าเป็นเพียงส่วนน้อยไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมดในประเทศ กระแสที่เกิดขึ้นในขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากการปั่นกระแสในโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่เกินจริง โดยนายวิรัชกังวลว่าหากยังมัวแต่ถกเถียงเรื่องการนับคะแนนใหม่จนไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ตามกำหนด จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศ
"ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นระดับเจ้าหน้าที่ ไม่น่าจะมีการโกงในภาพรวม กระบวนการร้องเรียนมีอยู่แล้ว หากเขตไหนมีปัญหาก็นับใหม่เฉพาะเขตนั้นหรือหน่วยนั้น ไม่ใช่มานับภาพรวมทั้งจังหวัดหรือทั้งประเทศ ซึ่งผมมองว่าภาคประชาชนบางส่วนพยายามปั่นกระแสให้เกิดการนับใหม่ทั้งหมด" นายวิรัช ให้ความเห็น
ด้าน นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สก.เขตลาดกระบัง สังกัดกลุ่ม Bangkok First ได้แชร์ประสบการณ์จากพื้นที่เขตลาดกระบังที่เคยมีปัญหาคะแนนเลือกตั้ง สก.ห่างกันหลักหน่วย โดยยืนยันว่าการนับคะแนนใหม่จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการเซ็นเอกสารร้องเรียนความไม่เรียบร้อย ณ หน่วยเลือกตั้งนั้นๆ เท่านั้น การมาขอนับใหม่เพียงเพราะฝ่ายที่ตนเองชอบแพ้นั้นไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย
"ถ้าจะนับใหม่ทั้งประเทศต้องคิดถึงค่าใช้จ่าย ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ ซึ่งรวมแล้วอาจสูงถึงหลายพันล้านบาท และในความเป็นจริงไม่มีข้าราชการคนไหนอยากเป็นกรรมการประจำหน่วย เพราะมีแต่เสียกับเสีย อย่างที่เขตลาดกระบังในอดีต ผอ.เขต ก็ถูกด่าทอด้วยคำหยาบคาย ทั้งที่ท่านทำหน้าที่เพียงแค่รวมคะแนนจากที่แต่ละหน่วยส่งมาเท่านั้น ท่านไม่มีอำนาจเปิดหีบเองได้ หากเปิดโดยพลการก็มีโทษอาญาถึงติดคุก"
นายสุรจิตต์กล่าวเสริมว่า จากการสอบถาม กกต. ในการเลือกตั้ง สก.ในอดีต ยึดหลักการว่าชนะเพียง 1 คะแนนก็คือชนะ หากไม่มีการร้องเรียน ณ หน่วยเลือกตั้ง ก็ถือว่ากระบวนการจบสิ้นลง การเรียกร้องให้นับใหม่ทั้งประเทศกว่าหนึ่งแสนหน่วยเลือกตั้งเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่มีเหตุจำเป็น เช่น เกิดภัยพิบัติร้ายแรง และหากยอมให้มีการนับใหม่ทุกครั้งที่ฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ กระบวนการเลือกตั้งก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นจึงควรยอมรับผลการเลือกตั้งและใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดแทนที่จะนำมาใช้จ่ายกับการนับคะแนนใหม่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
อย่างไรก็ตาม มุมมองจากฝั่ง นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.เขตบางซื่อ สังกัดพรรคประชาชน กลับเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง โดยมองว่าการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในพื้นที่ที่ประชาชนไม่มั่นใจเรื่องความโปร่งใสเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เนื่องจากความไม่โปร่งใสของ กกต. ในครั้งนี้มีมากจนเกินกว่าที่ประชาชนจะยอมรับได้ และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าของบ้านเมือง นางสาวภัทราภรณ์กล่าวถึงเหตุผลสำคัญว่า
"ตอนนี้มันชัดเจนว่ามีกระบวนการโกงเกิดขึ้น หลายเขตมีบัตรงอก ซึ่งต่อให้นับใหม่ก็อาจเป็นคะแนนปลอม สิ่งที่จะยืนยันความโปร่งใสได้ดีที่สุดคือ กกต. ต้องเปิดเผยคะแนนรายหน่วยทั่วประเทศทันที เพราะประชาชนและพรรคการเมืองมีเอกสารและรูปถ่ายที่หน้าหน่วยกันหมดแล้ว ถ้าข้อมูลตรงกันยอดรวมก็จะออกมาเองโดยไม่มีข้อกังขา การที่ระบบอัปโหลดคะแนนล่มทั้งที่รู้จำนวนหน่วยทั่วประเทศอยู่แล้ว แสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่บางเขตต้องนั่งบวกเลขกันจนถึงตี 5 กว่าจะได้ขึ้นบอร์ดตอนเช้า เมื่อความเชื่อมั่นในระบบพังทลาย ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ตรวจสอบใหม่ทั้งหมดเพื่อความชอบธรรมทางการเมือง"
นางสาวภัทราภรณ์มองว่า หากรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศภายใต้ข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส จะกลายเป็นชนักติดหลังไปตลอด และหาก กกต. ยังไม่ยอมเปิดเผยคะแนน Real Time อย่างโปร่งใส การเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นเพียงฉากหน้าของการสืบทอดอำนาจไม่ต่างจากยุคที่ผ่านมา








