“สามารถ” เปรียบเดือด “ถนนพระราม 4-สุขุมวิท” ยังบรรจบง่ายกว่า ซัดฝ่ายค้านอย่าโยงทุกเรื่องล้มนายกฯ
วันที่ 7 ก.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
“ถนนพระราม 4 กับสุขุมวิท ยังบรรจบกันง่ายกว่า”
เมื่อการเมืองแพ้ในสนามหลัก ก็อย่าเอาทุกเรื่องมาโยงเพื่อหวังล้มนายกฯ อนุทิน
พี่น้องครับ วันนี้ผมอยากพูดเรื่องนี้ในฐานะคนที่ผ่านทั้งงานการเมือง งานรัฐบาล และงานกระทรวงยุติธรรมมาแล้ว
การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ผมสนับสนุนเต็มที่ และรัฐบาลที่มั่นคงไม่ควรกลัวการตรวจสอบด้วยซ้ำ แต่การตรวจสอบต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เริ่มต้นจากคำตอบที่อยากได้ แล้วค่อยลากเส้นทุกเส้นให้ไปจบที่ “อนุทิน–ภูมิใจไทย”
ช่วงนี้เราเห็นความพยายามนำเรื่องหลักสูตร พตส. เรื่องคณะ 26 เรื่องคณะ 36 เรื่องการเลือก สว. และเรื่องรัฐบาลปัจจุบันมาวางเรียงต่อกัน แล้วพยายามทำให้ประชาชนรู้สึกว่าทุกเรื่องคือเรื่องเดียวกัน
ผมถึงบอกว่า ถนนพระราม 4 กับสุขุมวิท ยังมีโอกาสบรรจบกันง่ายเสียกว่า
เพราะการเมืองต้องดู Timeline – Evidence – Authority
เวลาเกิดเมื่อไร? หลักฐานคืออะไร? และใครมีอำนาจวินิจฉัย?
สามอย่างนี้ต้องตอบให้ได้ก่อนจะกล่าวหาใคร
หนึ่ง — การเลือก สว.เกิดขึ้นในปี 2567
ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทินเกิดขึ้นภายหลัง เพราะฉะนั้น ถ้าจะโยงเหตุการณ์ก่อนหน้ามาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ต้องมี “สะพานแห่งพยานหลักฐาน” เชื่อมให้เห็น ไม่ใช่เพียงเอาเหตุการณ์สองช่วงเวลามาวางติดกันแล้วประกาศว่าเกี่ยวข้องกัน
นี่คือเหตุผลที่นายกฯ อนุทินออกมาตอบว่าเป็นการ “ผูกเรื่องกันมั่วซั่ว” และใช้คำว่า “ขี้แพ้ชวนตี”
ผมมองว่านายกฯ มีสิทธิ์ปกป้องตนเองและรัฐบาล เพราะการตรวจสอบกับการกล่าวหาเป็นคนละเรื่องกัน
สอง — อย่าลืมว่า ก่อนการเลือก สว. พรรคภูมิใจไทยมีประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ 30 เมษายน 2567
ประกาศดังกล่าวกำชับบุคลากรของพรรคให้ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก สว.อย่างเคร่งครัด และกฎหมายเองก็มีข้อห้ามเกี่ยวกับการเข้าไปช่วยเหลือผู้สมัครหรือกระทำการเพื่อให้ผู้สมัครได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือก
แน่นอนครับ ประกาศพรรคไม่ใช่ “ใบรับรองความบริสุทธิ์” ของใคร
หากบุคคลใดฝ่าฝืน ก็ตรวจสอบเป็นรายบุคคล เอาพยาน เอาหลักฐาน เอาเส้นทางการเงิน เอาพฤติการณ์มากาง
แต่จะกระโดดจากข้อกล่าวหาของบุคคล ไปสู่ข้อสรุปว่าหัวหน้าพรรค นายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลต้องรับผิดด้วยโดยอัตโนมัติไม่ได้
กฎหมายไม่ทำงานแบบนั้น
สาม — คณะ 26 คณะ 36 และ กกต. ไม่ใช่คนคนเดียวกัน
คณะ 26 ทำหน้าที่ในกระบวนการสืบสวนและไต่สวน
คณะ 36 พิจารณกลั่นกรองและมีความเห็น
สุดท้าย กกต.จึงเป็นผู้ใช้อำนาจพิจารณาตามกฎหมาย
เมื่อคณะ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหา 229 คนไม่มีมูล ก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ
แต่ผมก็จะไม่พูดเกินข้อเท็จจริงว่า “คดีจบแล้ว”
เพราะ ยังไม่จบ
กกต.กำหนดพิจารณาลงมติวันที่ 14 กันยายน 2569
นี่ต่างหากคือวิธีคิดของคนที่เชื่อในหลักนิติธรรม
ไม่ใช่ฝ่ายเราแล้วบอกว่าบริสุทธิ์ ไม่ใช่ฝ่ายเขาแล้วบอกว่าผิด แต่ให้พยานหลักฐานเป็นคนพูด
และนี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็นจากรัฐบาลนายกฯ อนุทินเช่นกัน
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องวิ่งหนีทุกข้อกล่าวหา
ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทุกวัน
และไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดังแข่งกับฝ่ายค้าน
รัฐบาลมีหน้าที่บริหารประเทศ ส่วนข้อกล่าวหาก็เอาเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
ผมมองว่านี่คือภาวะผู้นำที่นายกฯ อนุทินควรรักษาไว้
“นิ่งในเรื่องที่ต้องนิ่ง ชี้แจงในเรื่องที่ต้องชี้แจง และทำงานในเรื่องที่ประชาชนรอผลงาน”
เพราะในสนามการเมือง คนเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ชนะด้วยการตอบโต้เก่งที่สุด แต่ชนะด้วยการทำให้ประชาชนเห็นว่า ท่ามกลางเสียงรบกวนทั้งหมด ใครยังเป็นคนที่คุมพวงมาลัยประเทศอยู่
นี่คือสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องคิดให้หนัก
ถ้าวันนี้คุณมีหลักฐานที่พิสูจน์ถึงนายกฯ อนุทิน ก็เอาหลักฐานนั้นออกมา
แต่ถ้ายังไม่มี ก็อย่าใช้วิธี “รู้จัก A — A รู้จัก B — B ไปเรียนกับ C — C เกี่ยวข้องกับ D — เพราะฉะนั้น D ต้องผิด”
นี่ไม่ใช่ตรรกะทางกฎหมาย และไม่ใช่การเมืองสร้างสรรค์
ยิ่งโยงไกลโดยไม่มีหลักฐานรองรับมากเท่าไร คนที่เสียความน่าเชื่อถือในท้ายที่สุดอาจไม่ใช่คนที่ถูกกล่าวหา แต่เป็น คนกล่าวหาเอง
ผมเคยทำงานในกระทรวงยุติธรรม ผมจึงยืนยันเรื่องนี้มาตลอดว่า
ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา
ความสัมพันธ์ไม่ใช่ความผิด
ความสงสัยไม่ใช่พยานหลักฐาน
และเกมการเมืองต้องไม่อยู่เหนือหลักนิติธรรม
ถ้าพรรคประชาชนอยากเป็นรัฐบาลในอนาคต ก็ยิ่งต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า พร้อมเป็นฝ่ายค้านที่ตรวจสอบอย่างมีวุฒิภาวะ
เพราะคนที่จะเป็นรัฐบาล ต้องรู้จักแยกให้ออกระหว่าง “การตรวจสอบ” กับ “การสร้างข้อกล่าวหา”
การเมืองไทยวันนี้ไม่ได้ต้องการคนตะโกนเก่งที่สุด แต่ต้องการคนที่ อ่านเกมออก แยกข้อเท็จจริงออกจากวาทกรรม และรู้ว่าเมื่อใดควรรุก เมื่อใดควรรับ และเมื่อใดควรปล่อยให้กฎหมายทำหน้าที่
ตำราสามก๊กสอนผมอย่างหนึ่งว่า
แม่ทัพที่เก่ง ไม่จำเป็นต้องรับทุกศึก แต่ต้องรู้ว่าศึกไหนคือศึกจริง และศึกไหนเป็นเพียงเสียงกลองลวง
วันนี้นายกฯ อนุทินมีหน้าที่สำคัญกว่าการเดินตามเกมของฝ่ายค้านทุกวัน นั่นคือ บริหารประเทศ ทำเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง และสร้างผลงานให้ประชาชนตัดสิน
ส่วนคดีฮั้ว สว.?
ให้ กกต.ทำหน้าที่
ให้พยานหลักฐานทำหน้าที่
ให้กฎหมายทำหน้าที่
ฝ่ายค้านก็ตรวจสอบไป รัฐบาลก็ทำงานไป
แต่อย่าเอาการเมืองไปพิพากษาคดี และอย่าเอาคดีมาเป็นเครื่องมือพิพากษารัฐบาลก่อนมีหลักฐาน
นี่คือการเมืองที่ผมอยากเห็น และนี่คือหลักนิติธรรมที่ผมยืนยันมาตลอดครับ
#สามารถ #อนุทิน #ภูมิใจไทย #พรรคประชาชน #ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #กกต #การเมือง #ข่าวการเมือง #ฝ่ายค้าน #รัฐบาล #หลักนิติธรรม #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline
- โฆษณา -
แท็กที่เกี่ยวข้อง