“สามารถ” เปรียบเดือด “ถนนพระราม 4-สุขุมวิท” ยังบรรจบง่ายกว่า ซัดฝ่ายค้านอย่าโยงทุกเรื่องล้มนายกฯ

การเมือง7 ก.ย. 2569 • 09:45 น.
“สามารถ” เปรียบเดือด “ถนนพระราม 4-สุขุมวิท” ยังบรรจบง่ายกว่า ซัดฝ่ายค้านอย่าโยงทุกเรื่องล้มนายกฯ

วันที่ 7 ก.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...

“ถนนพระราม 4 กับสุขุมวิท ยังบรรจบกันง่ายกว่า”
 
เมื่อการเมืองแพ้ในสนามหลัก ก็อย่าเอาทุกเรื่องมาโยงเพื่อหวังล้มนายกฯ อนุทิน
 
​พี่น้องครับ วันนี้ผมอยากพูดเรื่องนี้ในฐานะคนที่ผ่านทั้งงานการเมือง งานรัฐบาล และงานกระทรวงยุติธรรมมาแล้ว
​การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ผมสนับสนุนเต็มที่ และรัฐบาลที่มั่นคงไม่ควรกลัวการตรวจสอบด้วยซ้ำ แต่การตรวจสอบต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เริ่มต้นจากคำตอบที่อยากได้ แล้วค่อยลากเส้นทุกเส้นให้ไปจบที่ “อนุทิน–ภูมิใจไทย”
 
​ช่วงนี้เราเห็นความพยายามนำเรื่องหลักสูตร พตส. เรื่องคณะ 26 เรื่องคณะ 36 เรื่องการเลือก สว. และเรื่องรัฐบาลปัจจุบันมาวางเรียงต่อกัน แล้วพยายามทำให้ประชาชนรู้สึกว่าทุกเรื่องคือเรื่องเดียวกัน
 
​ผมถึงบอกว่า ถนนพระราม 4 กับสุขุมวิท ยังมีโอกาสบรรจบกันง่ายเสียกว่า
 
​เพราะการเมืองต้องดู Timeline – Evidence – Authority
 
เวลาเกิดเมื่อไร? หลักฐานคืออะไร? และใครมีอำนาจวินิจฉัย?
 
สามอย่างนี้ต้องตอบให้ได้ก่อนจะกล่าวหาใคร
 
​หนึ่ง — การเลือก สว.เกิดขึ้นในปี 2567
ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทินเกิดขึ้นภายหลัง เพราะฉะนั้น ถ้าจะโยงเหตุการณ์ก่อนหน้ามาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ต้องมี “สะพานแห่งพยานหลักฐาน” เชื่อมให้เห็น ไม่ใช่เพียงเอาเหตุการณ์สองช่วงเวลามาวางติดกันแล้วประกาศว่าเกี่ยวข้องกัน
 
นี่คือเหตุผลที่นายกฯ อนุทินออกมาตอบว่าเป็นการ “ผูกเรื่องกันมั่วซั่ว” และใช้คำว่า “ขี้แพ้ชวนตี”
ผมมองว่านายกฯ มีสิทธิ์ปกป้องตนเองและรัฐบาล เพราะการตรวจสอบกับการกล่าวหาเป็นคนละเรื่องกัน
​สอง — อย่าลืมว่า ก่อนการเลือก สว. พรรคภูมิใจไทยมีประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ 30 เมษายน 2567
ประกาศดังกล่าวกำชับบุคลากรของพรรคให้ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก สว.อย่างเคร่งครัด และกฎหมายเองก็มีข้อห้ามเกี่ยวกับการเข้าไปช่วยเหลือผู้สมัครหรือกระทำการเพื่อให้ผู้สมัครได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือก
แน่นอนครับ ประกาศพรรคไม่ใช่ “ใบรับรองความบริสุทธิ์” ของใคร
 
หากบุคคลใดฝ่าฝืน ก็ตรวจสอบเป็นรายบุคคล เอาพยาน เอาหลักฐาน เอาเส้นทางการเงิน เอาพฤติการณ์มากาง
แต่จะกระโดดจากข้อกล่าวหาของบุคคล ไปสู่ข้อสรุปว่าหัวหน้าพรรค นายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลต้องรับผิดด้วยโดยอัตโนมัติไม่ได้
 
กฎหมายไม่ทำงานแบบนั้น
 
​สาม — คณะ 26 คณะ 36 และ กกต. ไม่ใช่คนคนเดียวกัน
 
คณะ 26 ทำหน้าที่ในกระบวนการสืบสวนและไต่สวน
 
คณะ 36 พิจารณกลั่นกรองและมีความเห็น
 
สุดท้าย กกต.จึงเป็นผู้ใช้อำนาจพิจารณาตามกฎหมาย
 
เมื่อคณะ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหา 229 คนไม่มีมูล ก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ
 
แต่ผมก็จะไม่พูดเกินข้อเท็จจริงว่า “คดีจบแล้ว”
 
เพราะ ยังไม่จบ
 
กกต.กำหนดพิจารณาลงมติวันที่ 14 กันยายน 2569
 
นี่ต่างหากคือวิธีคิดของคนที่เชื่อในหลักนิติธรรม
 
ไม่ใช่ฝ่ายเราแล้วบอกว่าบริสุทธิ์ ไม่ใช่ฝ่ายเขาแล้วบอกว่าผิด แต่ให้พยานหลักฐานเป็นคนพูด
 
​และนี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็นจากรัฐบาลนายกฯ อนุทินเช่นกัน
 
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องวิ่งหนีทุกข้อกล่าวหา
 
ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทุกวัน
 
และไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดังแข่งกับฝ่ายค้าน
 
รัฐบาลมีหน้าที่บริหารประเทศ ส่วนข้อกล่าวหาก็เอาเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
 
ผมมองว่านี่คือภาวะผู้นำที่นายกฯ อนุทินควรรักษาไว้
 
“นิ่งในเรื่องที่ต้องนิ่ง ชี้แจงในเรื่องที่ต้องชี้แจง และทำงานในเรื่องที่ประชาชนรอผลงาน”
 
​เพราะในสนามการเมือง คนเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ชนะด้วยการตอบโต้เก่งที่สุด แต่ชนะด้วยการทำให้ประชาชนเห็นว่า ท่ามกลางเสียงรบกวนทั้งหมด ใครยังเป็นคนที่คุมพวงมาลัยประเทศอยู่
 
​นี่คือสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องคิดให้หนัก
 
ถ้าวันนี้คุณมีหลักฐานที่พิสูจน์ถึงนายกฯ อนุทิน ก็เอาหลักฐานนั้นออกมา
 
แต่ถ้ายังไม่มี ก็อย่าใช้วิธี “รู้จัก A — A รู้จัก B — B ไปเรียนกับ C — C เกี่ยวข้องกับ D — เพราะฉะนั้น D ต้องผิด”
นี่ไม่ใช่ตรรกะทางกฎหมาย และไม่ใช่การเมืองสร้างสรรค์
 
ยิ่งโยงไกลโดยไม่มีหลักฐานรองรับมากเท่าไร คนที่เสียความน่าเชื่อถือในท้ายที่สุดอาจไม่ใช่คนที่ถูกกล่าวหา แต่เป็น คนกล่าวหาเอง
 
​ผมเคยทำงานในกระทรวงยุติธรรม ผมจึงยืนยันเรื่องนี้มาตลอดว่า
 
ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา
 
ความสัมพันธ์ไม่ใช่ความผิด
 
ความสงสัยไม่ใช่พยานหลักฐาน
 
และเกมการเมืองต้องไม่อยู่เหนือหลักนิติธรรม
 
​ถ้าพรรคประชาชนอยากเป็นรัฐบาลในอนาคต ก็ยิ่งต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า พร้อมเป็นฝ่ายค้านที่ตรวจสอบอย่างมีวุฒิภาวะ
 
เพราะคนที่จะเป็นรัฐบาล ต้องรู้จักแยกให้ออกระหว่าง “การตรวจสอบ” กับ “การสร้างข้อกล่าวหา”
 
การเมืองไทยวันนี้ไม่ได้ต้องการคนตะโกนเก่งที่สุด แต่ต้องการคนที่ อ่านเกมออก แยกข้อเท็จจริงออกจากวาทกรรม และรู้ว่าเมื่อใดควรรุก เมื่อใดควรรับ และเมื่อใดควรปล่อยให้กฎหมายทำหน้าที่
 
​ตำราสามก๊กสอนผมอย่างหนึ่งว่า
 
แม่ทัพที่เก่ง ไม่จำเป็นต้องรับทุกศึก แต่ต้องรู้ว่าศึกไหนคือศึกจริง และศึกไหนเป็นเพียงเสียงกลองลวง
 
​วันนี้นายกฯ อนุทินมีหน้าที่สำคัญกว่าการเดินตามเกมของฝ่ายค้านทุกวัน นั่นคือ บริหารประเทศ ทำเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง และสร้างผลงานให้ประชาชนตัดสิน
 
ส่วนคดีฮั้ว สว.?
 
ให้ กกต.ทำหน้าที่
 
ให้พยานหลักฐานทำหน้าที่
 
ให้กฎหมายทำหน้าที่
 
ฝ่ายค้านก็ตรวจสอบไป รัฐบาลก็ทำงานไป
 
แต่อย่าเอาการเมืองไปพิพากษาคดี และอย่าเอาคดีมาเป็นเครื่องมือพิพากษารัฐบาลก่อนมีหลักฐาน
 
​นี่คือการเมืองที่ผมอยากเห็น และนี่คือหลักนิติธรรมที่ผมยืนยันมาตลอดครับ
 
#สามารถ #อนุทิน #ภูมิใจไทย #พรรคประชาชน #ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #กกต #การเมือง #ข่าวการเมือง #ฝ่ายค้าน #รัฐบาล #หลักนิติธรรม #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline