“สามารถ” เปิดกลเกมสภา ชี้ฝ่ายค้านโดนแกงหม้อใหญ่ รัฐบาลคุม “เสียง-เวลา-กติกา-จังหวะ” ครูโสภณปิดกระดาน
วันที่ 4 ก.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
#กลเกมสภาชั้นครู ต้มจนเปื่อย ฝ่ายค้านโดนแกงหม้อใหญ่ ดาบจริงมีไม่ใช้ ดีแต่โหมโรงนอกสภา—สุดท้ายเจอ “ครูโสภณ” ปิดกระดาน
พี่น้องครับ...
ผมติดตามการเมืองมานาน และพูดเสมอว่า “การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องว่าใครพูดเก่งกว่าใคร แต่คือใครอ่านเกมขาดกว่าใคร”
โดยเฉพาะการเมืองในระบบรัฐสภา คนที่เสียงดังที่สุดอาจไม่ใช่คนชนะ คนที่มีข้อมูลมากที่สุดก็อาจไม่ใช่คนคุมเกม
เพราะเกมสภามีของสำคัญอยู่ 4 อย่าง
เสียง — เวลา — กติกา — จังหวะ
ใครคุม 4 อย่างนี้ได้ คนนั้นมีโอกาสคุมกระดาน
สิ่งที่เกิดขึ้นในสภาวันนี้ ผมมองว่าเป็น “ตำราการเมืองภาคปฏิบัติ” ที่คนเล่นการเมืองควรกลับไปศึกษา เพราะฝ่ายค้านตั้งใจเข้ามาเป็นฝ่ายรุก แต่สุดท้ายกลับถูกบังคับให้เล่นตามเกมของฝ่ายรัฐบาลตั้งแต่ต้นจนจบ
ฝ่ายค้านวางหมากจะเล่น กกต. แต่รัฐบาล “เปลี่ยนกระดาน”
เดิมมีวาระ รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีของ กกต. ฝ่ายค้านมองเห็นโอกาสที่จะใช้เวทีนี้อภิปรายการทำงานของ กกต. รวมถึงประเด็นฮั้ว ส.ว. และประเด็นการเมืองที่กำลังร้อนแรง
พูดง่าย ๆ คือ เวทีพร้อม — เรื่องพร้อม — กล้องพร้อม — กระแสพร้อม
แต่ปัญหาคือ... คุณคิดเกมของคุณได้ ฝ่ายตรงข้ามเขาก็คิดเกมของเขาได้เหมือนกัน
ฝ่ายรัฐบาลจึงชิงเสนอให้พิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนรายงาน กกต. และที่ประชุมลงมติเห็นชอบ 266 ต่อ 108 เสียง
หมากนี้สำคัญมากครับ เพราะรัฐบาลไม่ได้เอาเรื่องเล็กมาขวางเรื่องใหญ่ แต่หยิบปัญหาชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนขึ้นมาวางบนโต๊ะ ฝ่ายค้านจะค้านก็ลำบาก เพราะถ้าค้าน ก็ต้องตอบประชาชนอีกว่า ทำไมเรื่องชีวิตคนถึงรอไม่ได้? นี่เรียกว่า “บีบทางเลือก” ไม่ได้บังคับให้อีกฝ่ายเดิน แต่จัดกระดานจนอีกฝ่ายเหลือช่องเดินน้อยลง
ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่นอกกติกา รัฐธรรมนูญ มาตรา 128 วางหลักให้สภามีอำนาจตราข้อบังคับการประชุมของตนเอง ดังนั้น เกมจัดวาระ เสนอญัตติ ลงมติ และบริหารเวลา ถ้าอยู่ภายใต้กติกา ก็เป็นส่วนหนึ่งของ “การเมืองในระบบรัฐสภา”
ไม่ชอบได้ วิจารณ์ได้ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “เสียเหลี่ยมทางการเมือง” กับ “ผิดกฎหมาย” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันครับ
วิปรัฐบาลใช้ “เวลา” เป็นอาวุธ
เมื่อญัตติชายแดนใต้เข้าสู่การพิจารณา ส.ส.ก็อภิปรายต่อเนื่องไปจนถึงช่วงค่ำ และยังเหลือผู้อภิปรายฝ่ายรัฐบาลอีก 27 คน ฝ่ายค้าน 5 คน
โดยประธานโสภณระบุว่าอาจต้องยกไปพิจารณาคราวหน้า พร้อมต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องมารับฟังและชี้แจง
ตรงนี้คนทั่วไปอาจเห็นว่าเป็นการอภิปรายปกติ แต่คนการเมืองต้องมองอีกชั้นครับ
“เวลา” ในสภาคือต้นทุนทางการเมือง วาระหนึ่งกินเวลา อีกวาระหนึ่งก็ต้องถอย และเป้าหมายของฝ่ายค้านไม่ได้มีเพียงว่า “จะได้อภิปรายหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “จะได้อภิปรายเมื่อไร” เพราะการเมืองบางเรื่อง วันนี้พูดมีราคา อีกหนึ่งสัปดาห์พูดน้ำหนักอาจเปลี่ยนไปแล้ว นี่คือ “การเมืองของจังหวะ”
พอฝ่ายค้านรู้ว่าโดนต้ม จึงงัดเกม “นับองค์ประชุม”
เมื่อฝ่ายค้านเห็นว่าวาระ กกต. อาจไม่เดินตามแผน จึงเกิดการขอนับองค์ประชุม ซึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 120 วางหลักเรื่ององค์ประชุมไว้ การขอนับจึงไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นอาวุธตรวจสอบเสียงข้างมาก
แต่คำถามทางการเมืองคือ... ทำไมถึงเพิ่งหยิบอาวุธนี้ขึ้นมาใช้ เมื่อเกมเดินมาถึงปลายกระดานแล้ว?
หมากสุดท้าย“ประธานโสภณ” ปิดกระดานก่อนขานชื่อ — จังหวะครูการเมือง
เมื่อมีการเสนอให้นับองค์ประชุมแบบ “ขานชื่อ” เรื่องจะไม่ใช่แค่คำถามว่าองค์ครบหรือไม่ แต่ประชาชนจะเห็นชื่อกันเลยว่า ใครอยู่ — ใครไม่อยู่ รายชื่อคือรายชื่อครับ ดิ้นไม่ได้
แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น นายโสภณประกาศว่า “เมื่อการประชุมถึงเวลาสมควรแล้ว ผมขอปิดประชุม” ทำให้การประชุมสิ้นสุดลงก่อนการนับแบบขานชื่อจะเกิดขึ้น
ตรงนี้ผมต้องชมจังหวะของท่านประธานโสภณครับ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นอีกเรื่อง แต่ถ้ามองเฉพาะ “เหลี่ยมสภา” นี่คือการตัดเกมที่เฉียบมาก เพราะถ้าขานชื่อจริงแล้ว ส.ส.รัฐบาลไม่อยู่ วันรุ่งขึ้นชื่อขึ้นหน้าสื่อทันที รัฐบาลที่กำลังได้เปรียบอาจกลายเป็นการเปิดแผลให้ฝ่ายค้านเอารายชื่อไปขยายผล
ผมขอพูดแบบติดอารมณ์ขันทางการเมืองสักหน่อย...
ท่านโสภณเป็นครูมาก่อนครับ ครูย่อมรู้ว่า ถ้าขานชื่อเมื่อไร ก็รู้หมดว่า “ลูกศิษย์คนไหนมาเรียน คนไหนโดดเรียน” ถ้าขานแล้วเด็กคนไหนหาย ชื่อถูกบันทึก กลับพรรคไปอาจต้องเจอมาตรการพรรคอีก ครูใหญ่โสภณเห็นท่าไม่ดี ก็เลยตีระฆังเลิกเรียนเสียก่อน
(ผมพูดตรงนี้ในฐานะ อุปมาทางการเมือง นะครับ ไม่ได้หมายความว่านี่คือเหตุผลที่ท่านประธานประกาศไว้)
แต่ถ้ามองในเชิงเกม... นี่คือการรู้ว่า “เมื่อไรควรเล่นต่อ และเมื่อไรควรปิดกระดาน”
ประธานไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ฝ่ายไหนชนะ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 119 กำหนดให้ประธานต้องวางตนเป็นกลาง ควบคุมการประชุมภายใต้ รัฐธรรมนูญ + ข้อบังคับ + มติที่ประชุม ก่อนปิดประชุมท่านก็ยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อบังคับ แต่เมื่อเกิดการโต้เถียงกัน ท่านจึงประกาศปิดประชุมเมื่อเห็นสมควร กติกาอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จังหวะของกติกาด้วย
ผมตั้งคำถามใหญ่ไปที่พรรคผู้นำฝ่ายค้าน “ดาบจริงมีอยู่ในมือ ทำไมไม่ใช้?”
ฝ่ายค้านมีเครื่องมือตรวจสอบอยู่แล้ว
รัฐธรรมนูญ มาตรา 151 อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญ มาตรา 152 อภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง
นี่คือ “ดาบจริง” ครับ ถ้ามีข้อมูลเด็ด ถ้ารัฐบาลมีปัญหา ชักดาบออกมาครับ เอาข้อมูลเข้าสภา ตั้งคำถามให้รัฐบาลตอบ แล้วให้ประชาชนเป็นกรรมการ ยิ่งมั่นใจว่ามี “แผล” ก็ยิ่งต้องใช้มาตรา 151 ให้เต็มประสิทธิภาพ อย่าถือดาบเหล็กอยู่ในมือ แต่ไม่ยอมชักออกจากฝัก แล้วไปฝากความหวังกับช่องว่างของวาระอื่น ในสภาไม่รบ แล้วจะเก่งแต่หน้าไมค์ไม่ได้!
ประชาชนไม่ได้เลือก ส.ส.มาเป็นนักวิเคราะห์การเมือง แต่เลือกมาเป็น “ผู้เล่นทางการเมือง” รัฐธรรมนูญ มาตรา 124 ให้ความคุ้มครองในการกล่าวถ้อยคำในสภา นี่คือพื้นที่ที่ ส.ส.มีอำนาจทำงานแทนประชาชน สนามสอบของ ส.ส. คือ สภา
ผมสรุปเกมวันนี้เป็น 4 คำ: “เสียง — เวลา — กติกา — จังหวะ”
รัฐบาลใช้ เสียง ชนะมติเลื่อนญัตติ
ใช้ เวลา ดึงวาระเดินยาวถึงค่ำ
ใช้ กติกา เดินเกมผ่านกระบวนการ
ประธานใช้ จังหวะ ปิดประชุมก่อนเกมขานชื่อ
ฝ่ายค้านตกจาก “ผู้กำหนดเกม” มาเป็น “ผู้ตามเกม” ทันที นี่แหละครับ “กลเกมสภา”
การเมืองไม่มีทางตัน มีแต่คนที่อ่านทางออกไม่เจอ คนการเมืองที่เก่งจริง ไม่ใช่คนพูดเก่งที่สุด หรือออกสื่อบ่อยที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่า “จะเดินอะไร — เมื่อไร — เพื่ออะไร — คู่แข่งจะตอบอะไร — แล้วเราจะเดินอะไรต่อ”
วันนี้ฝ่ายค้านมีดาบอยู่ในมือ แต่กลับปล่อยให้อีกฝ่ายค่อย ๆ กำหนดเกม วิ่งตามแก้หมากจนวินาทีสุดท้าย พอจะขานชื่อดูว่าใครอยู่ใครหาย... ครูโสภณก็ตีระฆังเลิกเรียนเสียก่อน
นี่ไม่ใช่เกมเด็กเล่นขายของ แต่นี่คือการเมืองในสภา
คนอ่านเกมขาด เดินนำหนึ่งก้าว... แต่คนอ่านเกมออกหลายตา คือคนกำหนดว่ากระดานจะจบตรงไหน
#สามารถ #กลเกมสภา #การเมือง #ฝ่ายค้าน #รัฐบาล #สภาผู้แทนราษฎร #โสภณ #ข่าวการเมือง #การเมืองไทย #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline
แท็กที่เกี่ยวข้อง