“รักชนก” ร้อง ปปช. สอบ “ไชยชนก” ปมล็อกสเปก TH-AI Passport ซัดใช้งบมหาศาลเอื้อเอกชน

การเมือง1 ก.ย. 2569 • 11:35 น.
“รักชนก” ร้อง ปปช. สอบ “ไชยชนก” ปมล็อกสเปก TH-AI Passport ซัดใช้งบมหาศาลเอื้อเอกชน

“รักชนก“ ร้อง ป.ป.ช. เอาผิด ‘ไชยชนก’ ล็อกสเปก TH-AI Passport ตั้งข้อสงสัยใช้งบมหาศาลเอื้อเอกชนหรือไม่ แม้ หยุดโครงการไม่ได้ หวัง เห็นผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมาย ซัด เป็นโครงการที่ห่วยกว่าของฟรี ท้าปลัดฯ ดีอี อยากฟ้องก็ฟ้อง มีหลักฐานมัดแน่น ยัน ไม่ได้คาดหวังกับ ป.ป.ช. แต่ยื่นร้องเป็นเพียงพิธีกรรม ลั่น หน้าด้าน หากดึงดันและผลักดันเฟสสอง

วันที่ 1 ก.ย. 69  น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 

น.ส.รักชนก ระบุว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเคยบอกว่าหากมีการเปิดใช้งานโครงการดังกล่าวและมีผู้เข้าใช้งานคนแรกเมื่อไหร่จะดำเนินการยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ทันที ซึ่งวันนี้ได้ทำหนังสือร้องเรียนและรวบรวมพยานหลักฐานที่หาได้ทั้งหมดมาส่งมอบให้กับ ป.ป.ช.

สำหรับรายชื่อที่นางสาวรักชนกร้องเรียน ได้แก่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม // นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม // นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ // นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) รวมถึงกรรมการบริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

นางสาวรักชนกระบุว่าข้อกล่าวหาที่ยื่นร้องต่อนายไชยชนก คือข้อหาเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวมีพิรุธและความผิดปกติ แต่กลับไม่พยายามหยุดหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่กลุ่มข้าราชการรายอื่น ๆ เป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและเป็นคณะกรรมการยกร่าง TOR

เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐมนตรีฯ ชี้แจงมาโดยตลอดว่าเป็นโครงการที่ดีและเป็นของฟรีให้ประชาชน นางสาวรักชนกระบุว่าพรรคประชาชนได้ย้ำถึงประเด็นการตรวจสอบโดยในหลายประเด็น ประเด็นแรกคือการล็อกสเปกใน TOR มีการเขียนสเปกเรื่องการประชาสัมพันธ์บนจอภาพทั่วประเทศไว้ 3 ข้อหลัก ได้แก่ ต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่ต่ำกว่า 400 จุดทั่วประเทศ ต้องประชาสัมพันธ์บนจอในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 6,000 จอ และไม่ต่ำกว่า 1,500 สาขา และต้องประชาสัมพันธ์ในห้างสรรพสินค้าไม่ต่ำกว่า 200 จุด

นางสาวรักชนกระบุว่าเจ้าของจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศที่สามารถทำตามเงื่อนไขนี้ได้มีเพียงบริษัทที่ได้รับงานเสมือนมีผู้บริหารชุดเดียวกัน หรือมีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) เป็นชุดเดียวกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งแม้จะพยายามทักท้วงมาโดยตลอด แต่กระทรวงดีอี ภายใต้การกำกับดูแลของนายไชยชนกกลับมิได้นำพา ประเด็นที่ 2 พบว่า บริษัทเอกชนดังกล่าวกับบริษัทที่ครอบครองจอทั่วประเทศ นอกจากจะมี UBO หรือผู้รับผลประโยชน์สุดท้ายเป็นคนเดียวกันแล้ว ยังมีสถานที่จดทะเบียนตั้งอยู่ที่เดียวกัน แม้ทางกรรมการบริหารจะออกมายืนยันตลอดว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่หลักฐานต่าง ๆ ที่รวบรวมได้จากหน่วยงานภาครัฐสามารถยืนยันได้ // ประเด็นที่ 3 งบประมาณและการเปลี่ยนรูปแบบสัญญา เดิมทีโครงการนี้มีมูลค่า 1,600 ล้านบาท เป็นสัญญาแบบเหมาจ่าย ซึ่งหมายความว่ารัฐต้องจ่ายเต็มจำนวน 1,600 ล้านบาท ไม่ว่าจะมีผู้เข้ามาใช้งานกี่คนก็ตาม แต่จากการทำงานของพรรคประชาชนสามารถกดดันจนเปลี่ยนสัญญาให้เป็นแบบ Pay-Per-Use หรือจ่ายตามการใช้งานจริงได้สำเร็จ

นางสาวรักชนกระบุว่าปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานล่าสุดประมาณ 1,300,000 คน และมีผู้ใช้งานจริงประมาณ 100,000 คน ซึ่งหากคำนวณตามอัตราค่าใช้จ่ายรายหัว 25 บาท ต่อคน ตามที่รัฐมนตรีฯ และปลัดกระทรวงฯ เคยยืนยัน ยอดเงินค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ 100,000 คน จะอยู่ที่ประมาณ 2.4 ล้านบาท และหากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องเสียเงินถึง 1,600 ล้านบาท จึงตั้งข้อสังเกตและยืนยันว่า นี่คือการหาเงินกับงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ เป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินออกไปให้กับบริษัทที่เป็นผู้สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการออกมาทำเรื่องนี้ให้เป็นที่สนใจของสาธารณะ เอกชนรายดังกล่าวคงรับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาท ไปแล้ว

เมื่อถามว่าการมายื่น ป.ป.ช. ไต่สวนหลังจากโครงการเปิดใช้งานไปแล้ว คาดหวังว่าจะหยุดโครงการได้หรือไม่  น.ส.รักชนกยอมรับว่าวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะเห็นผู้กระทำผิดถูกลงโทษในท้ายที่สุด และหากคดีสิ้นสุดก็อยากเห็นคนติดคุก เพราะกล้าผลักดันโครงการออกมาท้าทายสายตาประชาชน สื่อมวลชน และกฎหมาย และหากวันใดที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพขึ้นมา ก็อยากเห็นคนผิดต้องรับโทษตามกฎหมาย

ส่วนกรณีที่เลขาธิการ ป.ป.ช. ออกมาระบุว่าเรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายแพทย์วรงค์ เดชวิกรม เคยมายื่นเรื่องร้องเรียนไปแล้ว แต่รัฐยังสามารถดำเนินโครงการต่อได้ นางสาวรักชนกให้ความเห็นว่า หาก ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการหรือให้ความเห็นเร็วกว่านี้อาจช่วยหยุดโครงการนี้ได้ เหมือนโครงการดิจิทัล วอลเลต หรือเรื่องงบกลางปี 2568 ที่มีผู้ยื่น ป.ป.ช. จนสามารถหยุดยั้งงบประมาณได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช. ทำงานช้าไปหรือตั้งใจไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากมีผลประโยชน์ขัดกันหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับใครในระบอบสีน้ำเงินเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช. มักถูกข้อครหาเรื่องสัดส่วนที่ได้รับแต่งตั้งจาก สว. เข้ามาจนอาจทำให้กระดูกสันหลังถูกถอดออกไป ไม่สามารถทำงานอย่างตรงไปตรงมาได้

สำหรับการยื่นเรื่องในวันนี้ได้นำข้อมูลจากการตรวจสอบในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) มาร่วมยื่นด้วย โดยนำข้อมูลและรายละเอียด TOR และคำตอบในชั้น กมธ. รวมถึงรายงานการประชุมของ กมธ.ติดตามงบประมาณ ทั้ง 3 ครั้ง ที่มีการถอดรายละเอียดแบบบรรทัดต่อบรรทัด ทำเป็นข้อสังเกตส่งให้หน่วยงานตรวจสอบ ทั้ง ป.ป.ช., สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), ตำรวจสอบสวนกลาง, ป.ป.ท. และ ปปง. และในวันนี้มายื่นในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย

นอกจากนี้ น.ส.รักชนกได้เปิดเผยถึงการขอข้อมูลจากกระทรวงดีอี ว่าปลัดกระทรวงฯ เคยกล่าวออกสื่อสาธารณะหลายครั้งว่าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ขอแย้งว่าไม่เป็นความจริง ปลัดกระทรวงฯ มาชี้แจงเพียง 1 ครั้ง และเอกสารที่ส่งมา 9 ฉบับ จากหลายสิบฉบับที่ขอไป ครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่ดูได้ในระบบอยู่แล้ว แต่เอกสารสำคัญ 3 ส่วน ที่ยังรออยู่และยังไม่ได้รับ ประกอบด้วย ข้อเสนอเชิงเทคนิคของทั้ง 3 บริษัท เพื่อนำมายืนยันว่ามีการสมยอมฮั้วประมูลหรือไม่ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าใน TOR ระบุให้ใช้จอระดับ Top 5 ของประเทศ แต่ไม่มีบริษัทใดใส่รายละเอียดว่าจะใช้จอของบริษัทใด แต่กลับได้รับการให้คะแนนและผ่านการพิจารณา ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกประหลาด // รวมถึงสัญญาฉบับล่าสุดที่ปลัดกระทรวงฯ อ้างว่าสามารถหาอ่านได้ในเว็บไซต์ เมื่อเข้าไปดูแล้วไม่พบตัวเต็ม รวมถึงหนังสือแนบท้ายสัญญาและภาคผนวกก็ไม่ได้แนบมาด้วย

นางสาวรักชนกระบุเพิ่มเติมว่าพร้อมให้ปลัดกระทรวงฯ ฟ้องร้องหากมองว่าเป็นการกล่าวหา เพราะมีหลักฐานว่าพูดไม่ตรงกับความจริง ซึ่งส่งผลให้การทำงานของ กมธ. ติดขัด ทำให้ล่าสุด กมธ. ได้ออกหนังสือใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียก เอกสาร 2-3 ฉบับดังกล่าวแล้ว โดยกำหนดให้ส่งเอกสารภายในวันที่ 8 กันยายนนี้ และ กมธ. จะมีการประชุมพิจารณาเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 กันยายน เพื่อพิสูจน์ว่าปลัดกระทรวงฯ และนายไชยชนกจะให้ความร่วมมือจริงตามที่เคยกล่าวไว้ต่อสื่อมวลชนหรือไม่ และนอกจากวันนี้จะยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. แล้ว ยังเตรียมไปยื่นเรื่องต่อตำรวจสอบสวนกลางด้วย 

เมื่อถามว่าหลังเปิดให้ใช้งานวันแรกเมื่อวานนี้ตนเองได้ลองใช้งานหรือไม่ เพราะนายไชยชนกบอกว่าเป็นของดี ที่ดีกว่าของฟรีแน่นอน นางสาวรักชนกระบุว่า เรื่องนี้ถ้าตนเองพูดไปอาจไม่มีน้ำหนัก เดี๋ยวจะหาว่าออกมาโจมตี แต่คิดว่าประชาชน คนที่ได้ทดลองใช้งาน หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI ที่เชี่ยวชาญกว่าตนเอง ก็ออกมารีวิวแล้วว่าห่วยกว่าของฟรี เพราะเป็นเวอร์ชันที่ตกรุ่นและเอามาให้ใช้ ดังนั้นเรื่องนี้ให้ประชาชนช่วยกันออกมารีวิวเยอะ ๆ จะดีที่สุด

ส่วนคาดหวังกับการสอบสวนของ ป.ป.ช. อย่างไร เพราะที่ผ่านมาหลังจากมีการมายื่นเรื่องก็ใช้ระยะเวลานาน นางสาวรักชนกระบุว่าบอกตรง ๆ ตนเองไม่ได้คาดหวังกับ ป.ป.ช. ตนเองมองว่ามีคนในระบอบสีน้ำเงินชี้นิ้วสั่งการให้ทำนู่นทำนี่ แต่ทำไมเราต้องมายื่น เราต้องเอามีดมากรีดที่แผล และเอาเท้าขยี้ให้เห็นไปเลยว่าโครงการนี้มีความชัดเจนว่าส่อผิดปกติและส่อทุจริตคอร์รัปชัน ป.ป.ช. จะเป่าคดีอีกหรือไม่ หรือจะทำเนียน ๆ เหมือนคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อีกหรือไม่ ตนเองคิดว่าทำไปเหมือนพิธีกรรมที่ต้องทำ แต่จะคาดหวังหรือไม่ ประชาชนในประเทศนี้รู้กันหมดว่าใครจะสามารถควบคุม ป.ป.ช. ได้ แต่สิ่งที่ตนเองต้องทำคือต้องพยายามตีแผ่ความผิดปกติและการทำงานอย่างไม่ตรงไปตรงมาให้ประชาชนรับรู้ รับทราบ

ส่วนกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจโครงการ TH-AI Passport น.ส.รักชนกกล่าวว่า เปิดมาหมดขนาดนี้แล้วจะเหลือของไว้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ตนพูดไว้เลยว่าถึงแม้เราจะเปิดออกมาต่อเนื่องหลายเดือนที่ผ่านมาและเปิดมาหลายข้อและจะมีเปิดอีกแต่ของยังเหลืออีกเป็นกระบุง ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ต้องลองคิดดูว่าไส้เน่าขนาดไหนถึงเหลือของให้เราเล่นได้อีกเป็นเดือน ๆ และยังไม่หมดและยังเหลือของไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีก 

ส่วนกรณีกรณีที่กระทรวงดีอีจะมีเฟส 2 หากประสบหากโครงการประสบความสำเร็จ  น.ส.รักชนกกล่าวว่า ตนคิดว่าเราก็ทำทุกสิ่งอย่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคประชาชนทำทั้งหมดแล้วเท่าที่จะทำได้ ในอำนาจที่เอื้อ

“ หากถามว่าถ้าหากเขาจะดึงดันและผลักดันเฟสสองออกมาต้องบอกว่าหน้าด้านมาก ๆ เพราะในวันนี้คนลงทะเบียนมีอยู่ไม่ถึงครึ่งและแอคทีฟยูเซอร์ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำถ้าท่านยังบอกว่าประสบความสำเร็จและยังจะผลักดันตนคิดว่ามันไม่ใช่เพื่อประชาชนแล้ว และถ้าหากว่ามันมีเฟสสองออกมาและผลักดันจนสำเร็จจริงๆตนคิดว่าชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ได้ยึดบนฐานคิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรแต่เขาแค่อยากจะใช้เงินให้ได้มากที่สุดเท่านั้นหากเฟสสองออกมาก็จะเป็นการยืนยันข้อสังเกตที่เราได้พูดมาตลอด” น.ส.รักชนก กล่าว 

เมื่อถามว่า ในการประชุมกรรมาธิการ วันที่ 10 ในมีการใช้อำนาจเรียกใครบ้างนั้น น.ส.รักชนกกล่าวว่า ใช้อำนาจเรียกไม่ได้เพราะว่าพอบอกว่าจะใช้อำนาจเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีนายชัยชนกชิดชอบทีไรองค์ประชุมจะไม่ครบทุกทีก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากในการทำงานกรรมาธิการซึ่งเราเข้าใจได้เพราะว่า สส. พรรคภูมิใจไทยเขาคงจะไม่มียินดีที่จะมีมติให้เรียกเลขาธิการพรรคมาเราเลยใช้ไม้แข็งแต่เป็นเหมือนนวมขึ้นมานิดนึงคือใช้อำนาจเรียกเอกสารซึ่งอันนี้ได้ออกไปแล้ว 

เมื่อถามย้ำว่านายไชยชนก บอกว่าที่ไม่ไปเพราะว่าอยากให้เรียกผู้มีอำนาจโดยตรงได้ไปชี้แจงเองนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าผู้มีอำนาจโดยตรงมากที่สุดคือตัวของนายไชยชนก บางทีต้องแสดงความกล้าหาญทางการเมืองในการที่จะออกมาพูดชี้แจงหรือออกมาตอบคำถามที่เป็นการสื่อสารแบบสองทางไม่ใช่สื่อสารแบบทางเดียวคือเป็นการพูดพ่นไมค์ใส่สื่อแล้วให้มันจบไป

“ดิฉันคิดว่าในเมื่อโครงการมันเดินมาจนถึงวันนี้แล้วนายไชยชนกควรแสดงความกล้าหาญสักครั้งในการมาชี้แจงด้วยตัวเอง มันอาจจะเรียกความเชื่อมั่นขึ้นมาให้กับนายไชยชนกได้ แต่ถ้าไม่มาส่งรัฐมนตรีช่วยมาก็ได้ ถ้าไม่กล้ามาตอบคำถามด้วยตัวเอง ” น.ส.รักชนก กล่าว 

#รักชนก #ไชยชนก #THAIPassport #ปปช #ล็อกสเปก #กระทรวงดีอี #เอื้อเอกชน #งบประมาณ #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline