“พัฒน์-ไชยชนก-เจเศรษฐ์” ผนึกกำลัง ครม.สัญจรสงขลา เร่งยกระดับรับมือภัยพิบัติภาคใต้
"พิพัฒน์-ไชยชนก-เจเศรษฐ์-วรศิษฐ์-สรรเพชญ" ร่วม ครม.สัญจรสงขลา Workshop สะท้อนการพัฒนาพื้นที่ - ปภ. ดูแลประเด็นภัยพิบัติ พร้อมนำเสนอนายกอนุทินพรุ่งนี้
วันที่ 30 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมสมิหลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ซึ่งเป็นวันแรกของกิจกรรมในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ครั้งที่ 1/2569 ที่นายกรัฐมนตรีกำหนดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคและแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) ภายใต้นโยบายรัฐบาล ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบกระบวนการ Workshop ในประเด็นเรื่อง “ภัยพิบัติ” โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวเปิดการประชุม พร้อมด้วยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี และหัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมระดมความคิดเห็น ทั้งนี้ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เป็นผู้นำกระบวนการ Workshop ในหัวข้อดังกล่าว

ในที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนและนำเสนอผลการประชุมเชิงปฏิบัติการของ 5 จังหวัดภาคใต้ ประเด็นการพัฒนาด้านภัยพิบัติ โดยมี นายรัฐศาสตร์ ชิตชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นผู้แทนกลุ่มนำเสนอผลการระดมความคิดเห็น ซึ่งสรุปเป็น 4 ประเด็น ที่สะท้อนข้อเสนอในการยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติ ดังนี้
ด้านการบริหารจัดการน้ำ ทั้ง 5 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและระบบระบายน้ำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เร่งแก้ไขสิ่งกีดขวาง ขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และจัดทำฐานข้อมูลเพื่อจัดลำดับความสำคัญของโครงการ รวมถึงพิจารณาใช้พื้นที่ที่เหมาะสมเป็นพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง
ด้านทรัพยากรและความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เสนอให้ประเมินความเสี่ยงและความต้องการทรัพยากร จัดทำบัญชีเครื่องจักร ยานพาหนะ อุปกรณ์กู้ภัย และกำลังพลในทุกระดับ เพื่อให้สามารถระดมใช้งานร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว พร้อมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและวางระบบดูแลกลุ่มเปราะบาง
ด้านการแจ้งเตือนภัยและระบบข้อมูล เสนอให้พัฒนาระบบแจ้งเตือนแบบ Real Time และ Area-based ขยายจุดตรวจวัดระดับน้ำและน้ำฝน เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการแจ้งเตือนภัย เช่น Cell Broadcast, Dashboard, ไซเรน และหอเตือนภัย พร้อมจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเปราะบาง และจุดอพยพ
ด้านการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู เสนอให้ปรับกระบวนการช่วยเหลือให้รวดเร็วและคล่องตัว พัฒนามาตรฐานการสำรวจความเสียหายรายครัวเรือน จัดให้มีศูนย์พักพิงที่เพียงพอและได้มาตรฐาน รวมถึงพัฒนาเครือข่ายอาคารอพยพแนวดิ่งในพื้นที่เศรษฐกิจ และทบทวนระบบประกันภัยพิบัติให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ พื้นที่ต้องการการสนับสนุนจากส่วนกลางทั้งด้าน งบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือและอุปกรณ์ เทคโนโลยีด้านข้อมูลและการแจ้งเตือน รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบและหลักเกณฑ์ เพื่อให้การบริหารจัดการภัยพิบัติมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และลดความสูญเสียของประชาชนให้ได้มากที่สุด

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวเพิ่มเติมว่า การสะท้อนความคิดเห็นด้านภัยพิบัติจากที่ประชุมในครั้งนี้ ได้มีการเสนอทั้งแนวทางวิธีการแก้ไข ที่จะสามารถนำไปขับเคลื่อนได้ และมีข้อมูลที่ตรงไปตรงมา หลังจากนี้ที่ประชุมจะนำข้อมูลไปนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ในการประชุม Workshop วันพรุ่งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการด้านภัยพิบัติของห้าจังหวัดภาคใต้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับพื้นที่และลดผลกระทบต่อประชาชน
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กำชับเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแจ้งเตือนให้เหมาะสมกับลักษณะแนวโน้มของภัย โดยเฉพาะฝนตกแบบรุนแรงจุดเดียว หรือ Rainbomb ที่ควรทำระเบียบปฏิบัติเพิ่มเติมตามลักษณะของฝน รวมทั้งจัดทำแผนอพยพประชาชนตามลักษณะของการแจ้งเตือน รวมถึงจัดให้มีการฝึกซ้อมอพยพเมื่อมีสถานการณ์ Rainbomb เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานรู้วิธีปฏิบัติได้ทันภายใน 1 ชั่วโมง ให้ทันต่อสถานการณ์ภัย
นายวรศิษฐ์ รมช.มหาดไทย (มท.4) เน้นย้ำให้แต่ละจังหวัดบริหารจัดการเรื่องของการตั้ง WARROOM ระจายข้อมูลส่งออกข้อมูลที่ถูกต้องให้เข้าถึงประชาชน เพื่อให้เป็นศูนย์ข้อมูลประชาสัมพันธ์ร่วม แจ้งข่าวสาธารณภัยและแนวทางปฏิบัตินโยบายรัฐบาลที่ถูกต้องแก่ประชาชนและสื่อมวลชนไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนโดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า “คำว่าไม่เคยเกิดขึ้นคือศัตรูตัวฉกาจของระบบการแจ้งเตือนภัยไทยที่เราต้องนำมาขยายเป็นการแก้ไข โดยเฉพาะเน้นการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย และการนำแผนเผชิญเหตุในพื้นที่ที่เคยซ้อมมาปฏิบัติจริงจึงจะเห็นผล ทั้งการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ การปฏิบัติงานโดยยึดวัตถุประสงค์ของผู้บัญชาการเหตุการณ์ การแบ่งมอบพื้นที่ปฏิบัติงาน การระดมทรัพยากรเข้าพื้นที่ในการเผชิญเหตุและการฟื้นฟู เพื่อให้เกิดเอกภาพ และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
“การแก้ปัญหาภัยพิบัติเราไม่ได้มีเพียงกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐบาล โดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้วางแผนบูรณาการทุกกระทรวงในการแก้ไขปัญหาร่วมกันในภาพรวมของประเทศ ซึ่งในที่ประชุมวันนี้มีทั้ง กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงคมนาคม ที่เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่จะช่วยกันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในมิติต่างๆ ตามนโยบายนายกอนุทินที่เน้นทำงานแบบบูรณาการ ไม่แบ่งแยกกระทรวง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่จะช่วยสนับสนุนแก้ไขปัญหาภัยพิบัติเพื่อประชาชน” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดี ปภ. ได้กล่าวว่า ทุกประเด็นที่มีการนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติ ปภ. จะนำไปวางแนวทางพัฒนาระบบบริหารจัดการภัยของประเทศให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการพัฒนากฎหมายและระเบียบปฏิบัติ และการให้ข้อแนะนำกับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น ในการใช้เงินทดรองราชการเพื่อป้องกันยับยั้ง เพื่อช่วยป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นให้กับพื้นที่ ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพร้อมที่จะให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาให้กับทุกจังหวัด