"อภิสิทธิ์" ชี้ "ฝ่ายค้าน" คือหัวใจประชาธิปไตย ห่วงกลไกตรวจสอบล้มเหลว ทำวิกฤตศรัทธา

การเมือง29 ส.ค. 2569 • 11:35 น.
"อภิสิทธิ์" ชี้ "ฝ่ายค้าน" คือหัวใจประชาธิปไตย ห่วงกลไกตรวจสอบล้มเหลว ทำวิกฤตศรัทธา

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในกิจกรรมเวทีผู้นำฝ่ายค้าน "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ" จัดโดยกลุ่มพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านคนปัจจุบัน 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกล่าวบนเวทีเสวนาในหัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล" โดยเริ่มต้นจากการแสดงความขอบคุณผู้นำฝ่ายค้านและประธานวิปฝ่ายค้านที่เชิญมาร่วมแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งกล่าวเชิงหยอกถึงเหตุผลที่ตอบรับคำเชิญในตอนแรกว่าต้องการมาพิสูจน์คำพูดของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับรสชาติอาหารที่โรงแรมพลูแมนว่าอร่อยจริงหรือไม่ แต่สุดท้ายกิจกรรมกลับจัดขึ้นที่รัฐสภาแทน

1160465

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ให้กำลังใจผู้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านทุกคน โดยระบุว่ามาตรวัดความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล แต่อยู่ที่การมีอยู่ของฝ่ายค้าน เพราะหากไม่มีฝ่ายค้านจะเท่ากับการรวบอำนาจ ทั้งนี้ในสังคมไทยยังมีความไม่เข้าใจในบทบาทของฝ่ายค้าน และมักตั้งคำถามว่าเหตุใดฝ่ายค้านจึงต้องค้านทุกเรื่อง แต่ในข้อเท็จจริงการทำงานในสภา กฎหมายส่วนใหญ่ฝ่ายค้านก็ลงคะแนนเห็นชอบให้ หรือไม่ได้คัดค้าน เพียงแต่เรื่องที่เห็นพ้องกับรัฐบาลมักไม่เป็นข่าว ทำให้ประชาชนรับรู้บทบาทฝ่ายค้านเฉพาะเวลาที่มีความเห็นต่าง ซึ่งถือเป็นคุณค่าสำคัญที่ทำให้เห็นว่าทุกปัญหาสังคมมีสองด้านเสมอ

ในด้านความกังวลต่อสภาพบ้านเมือง นายอภิสิทธิ์ แสดงความเป็นห่วงอย่างมากต่อระบบในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยเคยกลัวเรื่องการรวบอำนาจผ่านเสียงข้างมากในสภาที่ทำให้กลไกสภาดูไร้ความหมาย ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่ระบบรัฐสภาจะมีการแบ่งประเด็นชัดเจน เช่น เรื่องงบประมาณหรือการไม่ไว้วางใจที่ต้องเข้มงวดตามมติพรรค แต่ในเรื่องอื่นๆ ควรเปิดให้เห็นต่างได้โดยไม่ต้องบีบบังคับด้วยมติพรรคเหมือนที่ปรากฏในประเทศไทยเกือบทุกครั้งที่มีการลงมติ

นอกจากนี้ยังระบุถึงการนำกลไกตรวจสอบถ่วงดุลออกไปไว้นอกสภา ผ่าน "องค์กรอิสระ" ที่สร้างขึ้นมาหวังให้เป็นกลาง แต่เมื่อต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านวุฒิสภา กลับพบปัญหาว่าวุฒิสภาไม่ได้เป็นกลางและมีการสร้างเครือข่ายอำนาจขึ้นมา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่น่ากลัวในปัจจุบันลุกลามไปถึงกระบวนการยุติธรรม ทำให้การตรวจสอบทำได้ยากมาก พร้อมยกเหตุการณ์สมมติว่าหากพรรคการเมืองสามารถยึดวุฒิสภาได้และส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ เมื่อรัฐบาลทำผิดองค์กรเหล่านั้นก็จะไม่ตรวจสอบ และไม่มีใครสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้ ซึ่งตั้งคำถามว่า สภาพการณ์เช่นนี้เปรียบเสมือนการใช้สิทธิเสรีภาพสมคบกันล้มล้างการปกครองหรือไม่ พร้อมกล่าวถึง สส.บางคนที่ออกมาตอบโต้ตนเองในเรื่องนี้ ว่าควรกินอะไรให้ท้องเย็นขึ้นบ้าง

อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าในฐานะคนเคยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ตนไม่เคยกังวลในการปฏิบัติหน้าที่ และขอให้ฝ่ายค้านใช้เครื่องมือตามกฎหมายและสิทธิที่มีตามรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ แม้จะใช้ครั้งแรกหรือครั้งที่สองแล้วไม่ได้ผลก็ตาม โดยย้อนเล่าประสบการณ์ในอดีตของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยต่อสู้กับรัฐบาลที่ทรงอำนาจมากในขณะนั้น ทั้งการฟ้อง กกต. ฟ้อง ป.ป.ช. และเผชิญหน้ากับตำรวจท่ามกลางความเสียเปรียบทุกอย่าง แต่ในที่สุดก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเชื่อว่าไม่มีใครจะยอมปล่อยให้บ้านเมืองอยู่บนความไม่ถูกต้องได้ตลอดไป

ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ ได้ถ่ายทอดคำสอนของนายชวน หลีกภัย  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยให้กำลังใจตนสมัยเป็น สส. ใหม่ ในช่วงที่มีความพยายามยึดตุลาการ และต่ออายุประธานศาลฎีกา โดยนายชวนกล่าวว่า "ทำหน้าที่ไป มันไม่มีทาง ไม่มีใครที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนบนความไม่ถูกต้อง บนความไม่เป็นธรรม"

พร้อมทิ้งท้ายถึงบรรยากาศในเวทีสัมมนา "วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ ที่มาและทางออก" วานนี้ ซึ่งมีประชาชนมาระบายความอัดอั้นจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยยกคำพูดของอาจารย์วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่ระบุว่าสถานการณ์ในปัจจุบันถือว่า "ต่ำสุดแล้ว" และหลังจากนี้มีแต่จะต้องดีขึ้น

"จะดูว่าประเทศไหนเป็นประชาธิปไตยรึเปล่า มันไม่เกี่ยวกับรัฐบาลหรอก แต่มันดูว่ามีฝ่ายค้านไหม เพราะถ้าไม่มีฝ่ายค้านนั่นก็คือการรวบอำนาจ ผมอยากให้กำลังใจทุกคนที่ทำหน้าที่นี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว