"ชลน่าน" เปิดใจร่วมเวทีฝ่ายค้าน ชี้การเมืองไทยวิกฤตศรัทธา ยันไม่กระทบพรรคร่วมรัฐบาล

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงกรณีการตอบรับเข้าร่วมเวทีเสวนาของพรรคฝ่ายค้านในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคมนี้
โดยโครงการดังกล่าวเดิมมีกำหนดจัดที่โรงแรมพูลแมน แต่ได้มีการแจ้งขอย้ายสถานที่ไปจัดที่รัฐสภาแทน ซึ่งไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การรวมตัวของ 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ได้แก่ นายชัยธวัช ตุลาธน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เพื่อร่วมแสดงทัศนะต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
พิธีกรถามว่า การไปรับเชิญขึ้นเวทีฝ่ายค้านครั้งนี้ ทางพรรคเพื่อไทยได้มีสัญญาณทักท้วงหรือคำเตือนใดๆ ออกมาหรือไม่ นายแพทย์ชลน่านชี้แจงว่าไม่มีการคัดค้านใดๆ จากทางพรรค เนื่องจากตนได้แจ้งให้พรรคทราบล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ได้รับหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการ โดยตนมองว่าเวทีนี้เป็นกิจกรรมของกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งตนได้รับเชิญในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน เป็นบทบาทที่เคยทำมาอยู่แล้ว และเห็นว่าเป็นโอกาสดีในการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย เพื่อนำเสนอพิจารณาในมุมมองของอดีตผู้นำฝ่ายค้านที่ปัจจุบันไม่มีตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง
พิธีกรถามว่า ในสถานการณ์ที่การเมืองกำลังต่อสู้กันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นที่ฝ่ายค้านจะมีการ “ชำแหละสีน้ำเงิน” หรือกระบวนการเลือก สว. การไปปรากฏตัวบนเวทีเช่นนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ นายแพทย์ชลน่านระบุว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะให้ความสนใจ แต่ตนเน้นย้ำว่าประเด็นที่ตนจะร่วมเสวนาในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน 3 ท่าน คือหัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจตรวจสอบถ่วงดุล" ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 น. ถึง 11.00 น. โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องวิกฤตศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย การเข้าสู่อำนาจ และการตรวจสอบการใช้อำนาจว่าเกิดประโยชน์แท้จริงต่อประเทศชาติหรือไม่ ทั้งนี้ ตนขึ้นเวทีร่วมกับอดีตผู้นำฝ่ายค้านเท่านั้น ไม่ได้ร่วมในช่วงของภาคประชาชนที่พูดถึงหลักฐานการฮั้ว สว. แต่อย่างใด
"เมื่อการเมืองขณะนี้มันมีวิกฤต คือความเชื่อมั่น ความศรัทธา และความไม่ไว้วางใจของระบบ โดยเฉพาะกลไกของการตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าผมปฏิเสธ วิกฤตมันจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผมไปในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้านและอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มันจะเป็นภาพของการเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการค้นหาความจริง เพื่อให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้การเมืองมีความเชื่อมั่นมากขึ้น"
พิธีกรถามว่า การที่นายแพทย์ชลน่านมีสถานะเป็นทั้งอดีตผู้นำฝ่ายค้านและอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายแพทย์ชลน่านยืนยันว่ายังคงมีความไว้วางใจกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล การร่วมเวทีครั้งนี้เป็นการค้นหาความจริงในกลไกการตรวจสอบ ไม่ใช่หน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งตัวนายอนุทินเองก็ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องที่มาของ สว. ที่กำลังมีการถกเถียงกันอยู่ ตนมองว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่ง สว. ตามรัฐธรรมนูญต้องเป็นกลางและทำหน้าที่เพื่อประชาชน ไม่ได้แบ่งเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลชัดเจนเหมือน สส.
พิธีกรถามว่า วิกฤตความเชื่อมั่นที่นายแพทย์ชลน่านจะสื่อสารบนเวทีหมายถึงประเด็นใด นายแพทย์ชลน่านอธิบายว่าหมายถึงวิกฤตทั้งระบบการเมืองไทย ทั้งในส่วนของอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เนื่องจากประชาชนเกิดข้อสงสัยในกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล ทั้งที่มาของอำนาจ การใช้อำนาจ และผลของมติต่างๆ ที่ปรากฏออกมาว่ามีความโน้มเอียงไปในทางที่ไม่เอื้อต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติจริงหรือไม่ โดยปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตนี้คือ "รัฐธรรมนูญ" ที่กำหนดกลไกและเปิดช่องว่างให้เกิดปัญหา รวมถึงตัวบุคคลที่เข้ามาใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ของกลุ่มพวกพ้องมากกว่าส่วนรวม
พิธีกรถามว่า มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้อย่างไร นายแพทย์ชลน่านเสนอแนวทางเป็น 2 ระยะ คือระยะเฉพาะหน้า ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลโดยเฉพาะภาคประชาชน และทุกองค์กรต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงประโยชน์รวมเป็นหลัก
ส่วนระยะยาว จะต้องร่วมกันสร้างกติกาหรือรัฐธรรมนูญใหม่ที่เอื้อต่อการเข้าสู่อำนาจและการตรวจสอบการใช้อำนาจที่เป็นธรรม เพื่อผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งนี้ นายแพทย์ชลน่านย้ำว่าตนจะเข้าร่วมเฉพาะช่วงเช้าที่เป็นการเสวนาของอดีตผู้นำฝ่ายค้านเท่านั้น และเชื่อว่าอำนาจที่แท้จริงยังคงเป็นของประชาชน