วันที่ 5 ก.ค.2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากกรุงฮากาตญา เกาะกวมของสหรัฐอเมริกา ประชาชนในเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาส ดินแดนโพ้นทะเลของสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ต่างเร่งอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวและตอกแผ่นไม้เสริมความแข็งแรงให้กับที่อยู่อาศัยในวันอาทิตย์นี้ เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ "ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่" (Super Typhoon Bavi) ที่มีความรุนแรงเทียบเท่าเฮอร์ริเคนระดับ 5 จะพัดเข้าถล่ม ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายขั้นวิบัติ
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) ออกประกาศเตือนภัยขั้นสูงระบุว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่ กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกและคาดว่าจะพัดผ่านหมู่เกาะมาเรียนาโดยตรงในวันจันทร์นี้ เวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (00:00 น. ตามเวลามาตรฐานสากล) โดยมีพายุมีความเร็วลมพัดต่อเนื่องสูงถึง 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกสูงสุดอาจแตะ 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าจะเกิดคลื่นยักษ์นอกชายฝั่งสูงถึง 35 ฟุต (10.7 เมตร) หรือเทียบเท่ากับตึก 10 ชั้น ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำทะเลหนุนสูงและน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายฝั่งอย่างรุนแรง
อิทธิพลของพายุเริ่มส่งผลกระทบตั้งแต่ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ฝนที่ตกหนักและลมกระโชกแรงส่งผลให้ถนนหนทางในกวมอยู่ในสภาพร้างผู้คน อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น พายุลูกนี้ถือเป็นการซ้ำเติมทางเศรษฐกิจอย่างหนัก นางพิงกี คูบาคูบ วัย 55 ปี เจ้าของร้านอาหารในกวมเปิดเผยว่า เธอต้องควักเงินกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อไม้กระดานมาปิดกั้นร้าน และไม่สามารถแบกรับการปิดร้านหลายวันได้ เนื่องจากรายได้ทั้งหมดในปัจจุบันมีไว้เพียงเพื่อจ่ายค่าเช่าและค่าแรงพนักงานเท่านั้น ขณะเดียวกัน พายุยังส่งผลกระทบต่อระบบการบิน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากต้องติดค้างอยู่ตามโรงแรมเนื่องจากเที่ยวบินถูกยกเลิก
ทิศทางของซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่ในปัจจุบัน คาดว่าจะพัดผ่านใกล้กับเกาะโรตา (Rota) ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กที่มีประชากรราว 1,500 คน ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเกาะกวมและเกาะไซปัน โดยออบรี โฮค็อก นายกเทศมนตรีเกาะโรตา ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยและร่วมสวดภาวนาให้ทุกคนรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้
ทั้งนี้ ภูมิภาคดังกล่าวต้องเผชิญกับฤดูมรสุมที่สาหัสอย่างยิ่ง โดยซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่ถือเป็นพายุใหญ่ลูกที่สองในรอบไม่ถึงสามเดือน ต่อเนื่องจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นซินลากูเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานและการเตรียมพร้อมในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงอย่างมาก โดยเป็นการถอดบทเรียนความสูญเสียจากไต้ฝุ่นมาวาร์ในปี 2023 ซึ่งเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้การกู้ระบบไฟฟ้าและน้ำประปาในปัจจุบันสามารถทำได้รวดเร็วขึ้นจากเดิมที่ต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน ลดลงเหลือเพียงราว 3 สัปดาห์
ในการรับมือครั้งนี้ สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินส่วนกลางของสหรัฐฯ (FEMA) ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่กวมพร้อมเสบียงสำรองจำนวนมหาศาล ประกอบด้วยน้ำดื่ม 1.1 ล้านลิตร อาหารพร้อมทาน 1.2 ล้านชุด และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ 90 เครื่อง ขณะที่ทางการกวมได้เปิดโรงเรียน 5 แห่งเพื่อใช้เป็นศูนย์อพยพรองรับประชาชน โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเปราะบางและผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่ไม่แข็งแรงเป็นหลัก
ด้านนักอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า การทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วของไต้ฝุ่นบาหวี่ มีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับสภาวะโลกร้อน หลังจากมหาสมุทรทั่วโลกทำสถิติอุณหภูมิพุ่งสูงที่สุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประกอบกับปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่กำลังก่อตัวรุนแรงในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้พายุไต้ฝุ่นในภูมิภาคนี้มีความถี่และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น








