เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ได้ลงนามแยกกันในข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ และให้มีผลบังคับใช้ทันที
ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการเปิดใช้งานช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การจัดทำแผนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.78 ล้านล้านบาท รวมถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทที่สหรัฐเคยใช้กับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นชนวนสำคัญของความขัดแย้ง ยังต้องมีการเจรจาเพิ่มเติมภายในระยะเวลา 60 วัน และอาจมีการขยายระยะเวลาออกไปได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
รายงานระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าวระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือจี 7 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยยืนยันว่าข้อเสนอดังกล่าวจะช่วยหลีกเลี่ยงหายนะทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐยังส่งสัญญาณแข็งกร้าวว่า หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ได้ สหรัฐพร้อมใช้มาตรการทางทหารตอบโต้ต่ออิหร่านอย่างรุนแรง
“ผมไม่อยากเห็นหายนะทางเศรษฐกิจ หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปแบบนี้ ทุกครั้งที่มีการพูดถึงโอกาสของสันติภาพ ตลาดหุ้นจะตอบรับในเชิงบวกอย่างมาก แต่เมื่อใดที่มีสัญญาณด้านลบหรือความล้มเหลวในการเจรจา ตลาดก็จะปรับตัวลงอย่างรุนแรง” นายทรัมป์กล่าว
ด้านทางการอิหร่านยืนยันว่า ประธานาธิบดีเปเซชเคียนได้ลงนามในเอกสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านและหัวหน้าคณะเจรจา กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ฟาร์สว่า แม้อิหร่านจะร่วมลงนามในข้อตกลงดังกล่าว แต่ความไม่ไว้วางใจที่มีต่อสหรัฐยังคงอยู่
“หากฝ่ายตรงข้ามไม่เข้าใจภาษาของเหตุผลและตรรกะ อิหร่านก็พร้อมจะกลับมาใช้ภาษาแห่งอำนาจอีกครั้ง” นายกาลีบาฟกล่าว
สำหรับข้อตกลงเบื้องต้นดังกล่าวอยู่ในรูปแบบบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู จำนวน 14 ข้อ ซึ่งมีการลงนามระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพ ณ พระราชวังแวร์ซายส์
สาระสำคัญส่วนหนึ่งของเอ็มโอยูระบุว่า สหรัฐและอิหร่านจะเดินหน้าเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายในระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
นอกจากนี้ อิหร่านยังยืนยันอีกครั้งว่าจะไม่พัฒนาและไม่จัดหาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สหรัฐเรียกร้องมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีอยู่จะถูกลดระดับความเข้มข้นภายในประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ แทนแนวคิดเดิมของสหรัฐที่ต้องการให้นำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่านทั้งหมด
ในส่วนของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก ข้อตกลงระบุว่าจะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวเป็นระยะเวลา 60 วัน อย่างไรก็ตาม เอกสารเอ็มโอยูเปิดช่องให้มีการพิจารณาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอนาคตได้
นายกาลีบาฟกล่าวเพิ่มเติมว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับไปอยู่ในสภาพเดิมก่อนเกิดสงคราม และอิหร่านมีแผนจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบดังกล่าวภายหลังสิ้นสุดช่วงเวลา 60 วันตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลง
ขณะเดียวกัน นายทรัมป์ยังกล่าวในเวทีการประชุมจี 7 ถึงประเด็นขีปนาวุธของอิหร่านว่า หากประเทศอื่นมีอาวุธลักษณะดังกล่าว อิหร่านก็ควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเช่นกัน ซึ่งถือเป็นท่าทีที่แตกต่างจากจุดยืนก่อนหน้านี้ที่เคยประกาศว่าจะทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน
#สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #โดนัลด์ทรัมป์ #สันติภาพสหรัฐอิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ #นิวเคลียร์อิหร่าน #คว่ำบาตรอิหร่าน #ตะวันออกกลาง #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวโลก #จี7 #เศรษฐกิจโลก #ตลาดหุ้นโลก #ความขัดแย้งตะวันออกกลาง #ข่าววันนี้








