แม้ความพยายามในการเปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นเลือดใหญ่ทางการค้าของโลกจะเริ่มเห็นเค้าลางแห่งความหวัง แต่ดูเหมือนว่าเพียงแค่การเปิดเส้นทางเดินเรืออาจไม่ใชคำตอบสุดท้ายที่จะทำให้วิกฤตพลังงานและราคาสินค้าทั่วโลกคลี่คลายลงได้ในเร็ววัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกต่างมองตรงกันว่า ต่อให้ประตูน้ำแห่งนี้จะเปิดออกอย่างเต็มรูปแบบ แต่วงจรการขนส่งสินค้าที่หยุดชะงักไปนานจะยังไม่สามารถกลับสู่สภาวะปกติได้ทันที ตราบใดที่ระบบ "การไหลเวียนของเรือ" ยังไม่ครบวงจร
ปัจจัยสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือการที่เรือบรรทุกสินค้าจำเป็นต้อง "แล่นกลับเข้าไป" ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียเพื่อรับสินค้าใหม่ แต่ทว่าในปัจจุบัน บริษัทขนส่งชั้นนำและเจ้าของเรือต่างยังคงถือคติ "ปลอดภัยไว้ก่อน" โดย "ลาเล อะโคเนอร์" นักวิเคราะห์ตลาดโลกจาก eToro ชี้ให้เห็นว่า ทั้งเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันและบริษัทประกันภัยต่างจะไม่ยอมเอาทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลไปเสี่ยงตราบใดที่ยังไม่มีความเชื่อมั่นว่า "ข้อตกลงหยุดยิง" จะเกิดขึ้นอย่างถาวร เธอเน้นย้ำว่าการหยุดยิงที่เปราะบางเพียง 2 สัปดาห์นั้นไม่เพียงพอที่จะซื้อความมั่นใจให้ผู้ประกอบการยอมส่งเรือเข้าไปในพื้นที่ที่อาจถูกปิดล้อมหรือติดค้างอยู่ภายในนั้นเป็นเวลานานหลายสัปดาห์
สภาวะการณ์ปัจจุบันกลายเป็นภาพสะท้อนของ "คอขวด" ขนาดมหึมา ข้อมูลจาก "แมตต์ สมิธ" แห่งบริษัท Kpler ระบุว่า ในขณะที่ภาวะปกติจะมีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบนี้กว่า 100 ลำต่อวัน แต่ตอนนี้ลดลงเหลือไม่ถึง 10 ลำเท่านั้น แม้จะมีเรือที่บรรทุกน้ำมันจนเต็มลำกว่า 400 ลำที่จอดรอคิวเพื่อออกจากอ่าว แต่กลับมีเรือเปล่าเพียง 100 ลำเท่านั้นที่สมัครใจจะเข้าไปรับสินค้าใหม่
ซึ่งความไม่สมดุลนี้เองที่จะทำให้ประโยชน์จากการเปิดช่องแคบส่งผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากไม่มีเรือใหม่เข้าไปรับน้ำมัน ปุ๋ย หรือสินค้าอุตสาหกรรม การขาดแคลนและราคาสินค้าที่พุ่งสูงจะยังคงลากยาวต่อไปอีกหลายเดือน โดยสมิธคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาถึงเดือนกรกฎาคมกว่าที่ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกจะกลับมาคงที่อีกครั้ง
ไม่เพียงแค่น้ำมัน แต่สินค้าที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารอย่าง "ปุ๋ย" ก็กำลังเผชิญวิกฤตหนัก ปีเตอร์ ทิร์ชเวลล์ จาก S&P Global Market Intelligence เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ปุ๋ยกว่า 30% ของโลกที่ผลิตในภูมิภาคนี้กำลังติดค้างอยู่ภายในอ่าว โดยมีเรือบรรทุกสินค้าเพียง 100 ลำที่รอหาทางออก แต่แทบไม่มีเรือลำใดรอทางเข้าเลย ซึ่งปัญหานี้ไม่มีทางเลือกอื่นในการขนส่งได้เลยนอกจากทางเรือเท่านั้น และโลกไม่มีกำลังการผลิตสำรองที่มากพอจะมาทดแทนสินค้าปริมาณมหาศาลเหล่านี้ได้โดยง่าย
วิกฤตนี้ยังส่งผลกระทบย้อนกลับไปยังภาคการผลิตในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียเองด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาการผลิตน้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน และปุ๋ยต้องหยุดชะงักไปกว่า 6 สัปดาห์ เพราะไม่มีที่เก็บสินค้าที่ล้นคลังจากการที่เรือไม่สามารถเข้ามารับออกไปได้ ผู้ผลิตเหล่านี้เคยชินกับระบบที่ผลิตเสร็จแล้วบรรจุลงเรือทันที ดังนั้นแม้ช่องแคบจะเปิดในวันนี้ แต่การจะเร่งเครื่องการผลิตให้กลับมาเต็มกำลังอีกครั้งก็ต้องรอจนกว่าจะมีกองทัพเรือเปล่าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเข้าไปสแตนด์บายเพื่อบรรทุกสินค้าออกไปสู่โลกกว้างนั่นเอง
#ช่องแคบฮอร์มุซ #ราคาน้ำมันวันนี้ #เศรษฐกิจโลก #วิกฤตพลังงาน #การขนส่งทางเรือ #ภูมิรัฐศาสตร์ #ปุ๋ยขาดแคลน #น้ำมันแพง #ข่าวต่างประเทศ #StraitofHormuz







