เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม และขยับขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน หลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางกระตุ้นให้นักลงทุนทั่วโลกหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้สกุลเงินที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงานเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะเงินยูโร
ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.61% สู่ระดับ 100.357 สะท้อนแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ในการซื้อขายล่าสุด ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 159.61 เยน จากระดับ 159.31 เยนในวันพฤหัสบดี นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส โดยปรับขึ้นสู่ระดับ 0.7899 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.7845 ฟรังก์สวิส และแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.3734 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3626 ดอลลาร์แคนาดา
ขณะที่สกุลเงินยุโรปอ่อนค่าลง โดยยูโรปรับตัวลดลงสู่ระดับ 1.144 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1521 ดอลลาร์ในวันก่อนหน้า ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.3245 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3356 ดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญที่หนุนค่าเงินดอลลาร์มาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ อาจดำเนินปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอย่างหนักในช่วงสัปดาห์หน้า ขณะเดียวกันรัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ออกมาตรการผ่อนผันบางส่วนเป็นเวลา 30 วัน สำหรับการซื้อน้ำมันรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตร โดยมีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน
นักวิเคราะห์ระบุว่า การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและกลุ่มยูโรโซนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง ขณะที่สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบสุทธิมาเกือบ 10 ปีแล้ว
นอกจากนี้ นักลงทุนทั่วโลกยังมีแนวโน้มลดการลงทุนข้ามพรมแดน พร้อมโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และเทขายสกุลเงินของประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในวันศุกร์ระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เล็กน้อยในเดือนมกราคม เมื่อประกอบกับเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจยังไม่กลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้
นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า ข้อมูลเงินเฟ้อจากดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า ภาพรวมเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้ก่อนที่จะเกิดวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ปัญหาเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐต้องเผชิญอยู่แล้วมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์พลังงานโลก ส่งผลให้มีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 และอาจเริ่มส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้
ในขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปในวันพฤหัสบดีหน้า โดยนักลงทุนบางส่วนคาดว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอาจเป็นแรงผลักดันให้ธนาคารกลางยุโรปต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้
#ดอลลาร์แข็งค่า #ค่าเงินดอลลาร์ #ตลาดเงินโลก #สงครามตะวันออกกลาง #เศรษฐกิจโลก #ราคาน้ำมันโลก #เฟด #ดอกเบี้ยสหรัฐ #ยูโร #ตลาดการเงินโลก #ข่าวเศรษฐกิจ #ค่าเงินวันนี้ #นักลงทุนทั่วโลก








