สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ตามรายงานจากเฟซบุ๊ก: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในราชอาณาจักรไทย โพสต์ข้อความ ระบุว่า อายะตุลลอฮ์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้สื่อสารผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุอย่างชัดเจนว่ามาตรการกดดันในการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะต้องถูกนำมาใช้ต่อไปอย่างแน่นอน
ท่าทีที่แข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศบนเวทีสนับสนุนในรัฐเคนตักกี้เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ว่า แม้กองทัพสหรัฐฯ จะสร้างความเสียหายให้แก่อิหร่านได้มหาศาล แต่ภารกิจนี้ยังไม่เสร็จสิ้นและต้องดำเนินต่อไป โดยทรัมป์ยังได้ให้สัมภาษณ์ ณ ฐานทัพอากาศแอนดรูว์ส ถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ โดยเขายังคงสนับสนุนให้บริษัทน้ำมันเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป และเปิดเผยว่าขณะนี้สหรัฐฯ สามารถทำลายเรือที่อิหร่านเตรียมนำมาใช้ในการวางทุ่นระเบิดไปได้แล้วถึง 28 ลำ แม้ว่ารายงานจากสถาบันการศึกษาเพื่อสงคราม (ISW) และข้อมูลของฝ่ายสหรัฐฯ จะระบุว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าอิหร่านเริ่มลงมือวางทุ่นระเบิดในทางปฏิบัติแล้วก็ตาม
ในเชิงยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ กำลังมุ่งเป้าไปที่การลดทอนความสามารถของอิหร่านในการสร้างความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซ ผ่านการทำลายคลังขีปนาวุธและโดรนที่ซ่อนอยู่ในฐานทัพใต้ดินลึก โดยมีการเผยแพร่ภาพกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ลำเลียงระเบิด "บังเกอร์บัสเตอร์" ขึ้นเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 ที่ฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ดในอังกฤษ เพื่อส่งสัญญาณพร้อมทำลายเป้าหมายใต้ดินเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
ทางด้านอิหร่านเองภายใต้การนำของ อายะตุลลอฮ์ โมจตาบา คาเมเนอี ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังจากได้รับบาดเจ็บในการโจมตีวันแรกของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่เขาต้องสูญเสียทั้งบิดา มารดา ภรรยา และบุตรไปพร้อมกัน ยังคงมุ่งเน้นยุทธศาสตร์สร้างความเสียหายสูงสุด (Maximum Damage) ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ท่ามกลางการวิเคราะห์ว่าอิหร่านอาจพิจารณาเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเมืองในภูมิภาค หากการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งหากสถานการณ์ล่วงเลยไปจนถึงขั้นที่กลุ่มประเทศอ่าวเปลี่ยนท่าทีมาวางตัวเป็นกลางและยุติความร่วมมือด้านฐานทัพกับสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการเมืองในตะวันออกกลางอย่างถาวร







