หุ้นกลุ่มสายการบินในตลาดเอเชียปรับตัวลดลงอย่างหนักในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (9 มี.ค.) หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทวีความตึงเครียดมากขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันต่ออุตสาหกรรมการบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสายการบินที่ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านน่านฟ้าอยู่ก่อนแล้ว ขณะเดียวกัน ผู้โดยสารจำนวนมากเร่งหาทางอพยพออกจากพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ผลกระทบดังกล่าวทำให้หุ้นสายการบินชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปรับตัวลดลงในช่วง 4% ถึงมากกว่า 10% ในการซื้อขายวันนี้ โดยมีสายการบินรายใหญ่หลายแห่งได้รับแรงกดดันจากตลาด นำโดย Qantas Airways ของออสเตรเลีย, Air New Zealand, Cathay Pacific ของฮ่องกง, Japan Airlines (JAL), Korean Air รวมถึงสายการบินยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง China Southern Airlines และ China Eastern Airlines
สถานการณ์สงครามที่ยกระดับความรุนแรงยังทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงของสายการบินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นมากถึง 20% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ และแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัว รวมถึงความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานที่อาจยืดเยื้อ
สุภาษ เมนอน ผู้อำนวยการสมาคมสายการบินเอเชียแปซิฟิก (AAPA) กล่าวว่า หากราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นถึง 20% ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่านั้นอีก เนื่องจากความขาดแคลนในตลาด ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ขณะเดียวกัน ปัญหาน่านฟ้าที่ถูกปิดยังทำให้เส้นทางบินต้องอ้อมไกลขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาการบินยาวนานขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อการจัดสรรลูกเรือและทรัพยากรการบิน
โดยปกติแล้ว น้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นต้นทุนก้อนใหญ่เป็นอันดับสองของสายการบิน รองจากค่าแรง โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ถึง 25% ของค่าใช้จ่ายรวม แม้ว่าสายการบินรายใหญ่ในเอเชียและยุโรปบางส่วนจะใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน หรือ Oil Hedging เพื่อป้องกันความผันผวนของราคา แต่สายการบินในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ได้ยกเลิกแนวทางดังกล่าวไปแล้วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
เบรนแดน โซบี นักวิเคราะห์อิสระด้านอุตสาหกรรมการบินในสิงคโปร์ ระบุว่า สภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจของสายการบินทั่วโลกเผชิญแรงกดดันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตครั้งนี้ ทั้งจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจโลก และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งระดับความไม่แน่นอนที่สูงอยู่แล้วในอุตสาหกรรม ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในปัจจุบัน
ในขณะเดียวกัน ผู้โดยสารจำนวนมากที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งต้องยอมจ่ายค่าเดินทางในราคาที่สูงขึ้นอย่างมากเพื่อหาทางเดินทางออกจากตะวันออกกลาง หลายคนต้องเร่งเดินทางไปยังสนามบินในนาทีสุดท้าย หรือเลือกเดินทางข้ามพรมแดนทางบกไปยังศูนย์กลางการบินที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า ขณะที่ในบางกรณีมีรายงานว่าเครื่องบินโดยสารต้องได้รับการคุ้มกันจากเครื่องบินขับไล่เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางออกจากพื้นที่
เนื่องจากน่านฟ้าส่วนใหญ่ในภูมิภาคยังคงถูกปิดจากความเสี่ยงการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน ผู้โดยสารบางส่วนจึงหันไปใช้บริการเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวแทน ขณะที่เที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินพาณิชย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดกำลังพยายามอย่างหนักในการอพยพผู้โดยสารนับหมื่นคนออกจากพื้นที่
ข้อมูลจาก Cirium บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบิน ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม จนถึงวันที่ 8 มีนาคม มีเที่ยวบินขาเข้าและขาออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางถูกยกเลิกไปแล้วมากกว่า 37,000 เที่ยวบิน
สำหรับสถานการณ์ในหลายประเทศ ออสเตรเลียได้ประกาศขอให้ครอบครัวและบุคคลในความดูแลของเจ้าหน้าที่การทูตเดินทางออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) หลังจากหลายเมืองในบริเวณอ่าวเปอร์เซียถูกโจมตีจากอิหร่าน ส่งผลให้สนามบินนานาชาติดูไบต้องประกาศปิดชั่วคราวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 มี.ค.)
ขณะเดียวกัน สนามบินนานาชาติมัสกัตในประเทศโอมาน ได้ขอความร่วมมือผู้ให้บริการเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวให้หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่สำหรับเที่ยวบินเพิ่มเติม เพื่อเปิดทางให้เที่ยวบินของรัฐบาลและเที่ยวบินพาณิชย์ที่ใช้ในการอพยพผู้โดยสารได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรก
ด้านอับดุลกอดิร อูราโลลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของตุรกี เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) ว่า เที่ยวบินไปยังอิรัก ซีเรีย เลบานอน และจอร์แดน ของสายการบิน Turkish Airlines, AJet, Pegasus และ SunExpress ได้ถูกยกเลิกไปจนถึงวันที่ 13 มีนาคม
ในส่วนของภารกิจอพยพ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในช่วงสุดสัปดาห์ว่า ได้จัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำมากกว่าสิบเที่ยว และสามารถอพยพชาวอเมริกันออกจากตะวันออกกลางได้หลายพันคนตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่สายการบิน Air India ได้เร่งเพิ่มเที่ยวบินอีกหลายสิบเที่ยวไปยังยุโรปและอเมริกาเหนือจนถึงวันที่ 18 มีนาคม เพื่อรองรับความต้องการเที่ยวบินตรง (Non-stop) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังการปิดน่านฟ้าในหลายประเทศของตะวันออกกลาง
#หุ้นสายการบิน #หุ้นเอเชีย #ตลาดหุ้นเอเชีย #สงครามตะวันออกกลาง #อิหร่าน #ราคาน้ำมันโลก #หุ้นการบิน #ข่าวเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจโลก #ตลาดหุ้น #หุ้นวันนี้ #น้ำมันพุ่ง #หุ้นร่วง #AviationIndustry #OilPrice








