ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศปลด คริสตี โนเอม ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองจากทั้งสองพรรค หลังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการบริหารงานและเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิตสองราย
การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ครั้งแรกในวาระที่สองของทรัมป์ โดยประธานาธิบดีประกาศผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า มาร์คเวย์น มัลลิน สมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกันจากรัฐโอคลาโฮมา จะเข้ารับตำแหน่งแทนโนเอม โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมเป็นต้นไป
ทรัมป์กล่าวว่า โนเอม “รับใช้ประเทศได้อย่างดีเยี่ยม และสร้างผลงานที่น่าประทับใจมากมาย โดยเฉพาะในประเด็นชายแดน” พร้อมระบุว่าเธอจะถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทูตพิเศษสำหรับโครงการ “Shield of Americas” หรือ “โล่แห่งอเมริกา” ซึ่งเป็นโครงการด้านความมั่นคงที่เขาวางแผนจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงสุดสัปดาห์นี้
ด้านมาร์คเวย์น มัลลิน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การได้รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับเขา พร้อมเล่าถึงช่วงเวลาที่ได้ทราบข่าวว่า
“มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเร็วมาก ผมต้องโทรหาพ่อทันที มันน่าภูมิใจมากเมื่อคิดว่า เด็กตัวเล็กๆ จากเวสต์โอคลาโฮมาได้มีโอกาสรับใช้ในคณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดี”
ในขณะเดียวกัน โนเอมได้โพสต์แถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ขอบคุณทรัมป์ที่มอบตำแหน่งใหม่ให้ พร้อมทั้งย้ำถึงผลงานของเธอในการนำกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ อย่างไรก็ตาม ข่าวการปลดเธอออกจากตำแหน่งถูกประกาศก่อนที่เธอจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองแนชวิลล์ โดยเธอไม่ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวบนเวที
ฝั่งพรรคเดโมแครตออกมาแสดงความยินดีกับการปลดโนเอม โดย ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ระบุในการแถลงข่าวว่า
“ดีแล้วที่เธอไปเสียที เธอเป็นหายนะ”
อย่างไรก็ตาม เจฟฟรีส์กล่าวว่าการเปลี่ยนตัวบุคลากรเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้พรรคเดโมแครตเปลี่ยนจุดยืนในประเด็นการจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวปิดทำการบางส่วนตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากวุฒิสมาชิกเดโมแครตขัดขวางร่างกฎหมายงบประมาณ เนื่องจากไม่มีการเพิ่มกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อตอบสนองต่อเหตุยิงเสียชีวิตของพลเมืองอเมริกันสองรายในเมืองมินนิอาโพลิส
เจฟฟรีส์กล่าวเพิ่มเติมว่า “การเปลี่ยนตัวบุคลากรอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องการการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่กล้าหาญและมีความหมาย”
ด้าน ชัค ชูเมอร์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา กล่าวเสริมว่า เขาไม่เชื่อว่าบุคคลใดจะสามารถแก้ปัญหาของหน่วยงานนี้ได้ตราบใดที่ทรัมป์ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี พร้อมระบุว่าปัญหาของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกจากโครงสร้างและนโยบาย
แม้แต่ในพรรครีพับลิกันเองก็มีเสียงสะท้อนเกี่ยวกับความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง โดย ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากรัฐเซาท์แคโรไลนา กล่าวในแถลงการณ์ว่า เขาชื่นชมการรับใช้ประเทศของโนเอม และเชื่อว่าเธอจะทำหน้าที่ได้ดีในบทบาทใหม่ด้านการต่อสู้กับแก๊งค้ายาเสพติด แต่ก็ยอมรับว่าถึงเวลาที่ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลง
ก่อนหน้านี้ โนเอม อดีตผู้ว่าการรัฐเซาท์ดาโคตา เคยถูกพิจารณาให้เป็นคู่หูในการลงสมัครรับเลือกตั้งของทรัมป์ในปี 2024 แต่ท้ายที่สุดไม่ได้รับเลือก หลังจากเธอเปิดเผยในหนังสือบันทึกความทรงจำว่าเคยยิงสุนัขที่เลี้ยงไว้
ต่อมา ทรัมป์ได้เสนอชื่อเธอให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งดูแลหน่วยงานสำคัญหลายแห่ง รวมถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) หน่วยลาดตระเวนชายแดน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเนรเทศผู้อพยพจำนวนมากในช่วงวาระที่สองของทรัมป์
โนเอมกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในการดำเนินนโยบายปราบปรามผู้อพยพ โดยการจับกุมครอบคลุมทั้งผู้อพยพที่มีเอกสารและไม่มีเอกสาร รวมถึงบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองสหรัฐฯ เธอยังปรากฏตัวในสื่ออนุรักษ์นิยมอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทในสื่อประชาสัมพันธ์ของกระทรวงผ่านบัญชีโซเชียลมีเดีย
ความกดดันต่อเธอเพิ่มสูงขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในเมืองมินนิอาโปลิสยิง เรเน่ กู๊ด และต่อมาอีกไม่กี่สัปดาห์ก็ยิง อเล็กซ์ เพรตติ เสียชีวิต โดยโนเอมกล่าวหาทั้งสองว่าเกี่ยวข้องกับ “การก่อการร้ายภายในประเทศ” ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าร่วมการประท้วงต่อต้าน ICE ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้เธอลาออกจากทั้งพรรคเดโมแครตและสมาชิกรีพับลิกันบางส่วน
ขณะเดียวกันยังมีรายงานเกี่ยวกับความวุ่นวายภายในกระทรวง รวมถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของโนเอมกับ คอรีย์ เลวันดอฟสกี อดีตผู้จัดการแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของเธอ แม้ว่าทั้งสองจะมีครอบครัวอยู่แล้วก็ตาม
รายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ยังระบุว่า โนเอมและเลวันดอฟสกีแทบไม่ได้ปกปิดความสัมพันธ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันก็มีการตำหนิเจ้าหน้าที่และใช้การทดสอบด้วยเครื่องจับเท็จกับบุคลากรที่พวกเขาไม่ไว้วางใจ
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าทั้งสองใช้เครื่องบินเจ็ตหรูรุ่น 737 Max ที่มีห้องโดยสารส่วนตัว ซึ่งกระทรวงกำลังพิจารณาจัดซื้อในราคาเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในภารกิจ “การเนรเทศบุคคลสำคัญ” อีกด้วย
ความไม่พอใจต่อการบริหารงานของโนเอมยังสะท้อนจากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน เช่น วุฒิสมาชิกจอห์น เคนเนดี จากรัฐลุยเซียนา ซึ่งตั้งคำถามถึงเหตุผลที่กระทรวงมอบสัญญามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์ให้บริษัทที่เชื่อมโยงกับอดีตโฆษกของเธอ เพื่อผลิตโฆษณาที่มีรัฐมนตรีปรากฏตัวอย่างโดดเด่น
ขณะที่ ทอม ทิลลิส วุฒิสมาชิกจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งเป็นหนึ่งในรีพับลิกันไม่กี่คนที่เรียกร้องให้เธอลาออก ยังขู่ว่าจะขัดขวางการประชุมวุฒิสภา หากไม่ได้รับคำตอบเกี่ยวกับข้อสงสัยหลายประเด็น พร้อมกล่าวหาว่าโนเอมขัดขวางการสอบสวนของสำนักงานตรวจสอบภายใน
ทิลลิสยังกล่าววิจารณ์กรณีที่โนเอมยอมรับในหนังสือของเธอว่าเคยฆ่าสุนัขและแพะ โดยระบุว่าเป็น “การตัดสินใจที่ผิดพลาดชั่วขณะ” ซึ่งเขาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองมินนิอาโปลิส
#ทรัมป์ #DonaldTrump #การเมืองสหรัฐ #คริสตีโนเอม #KristiNoem #การเมืองโลก #ข่าวต่างประเทศ #รัฐบาลสหรัฐ #DHS #USPolitics #ข่าวการเมืองโลก







