เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ฝูงเครื่องบินขับไล่ราฟาล (Rafale) ของกองทัพฝรั่งเศสซึ่งประจำการอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้เริ่มปฏิบัติภารกิจ “รักษาความปลอดภัยทางอากาศ” เหนือน่านฟ้าฐานทัพฝรั่งเศสในประเทศดังกล่าวแล้ว
บาร์โรให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ BFM TV โดยระบุว่า เนื่องจากฝรั่งเศสมีทั้งฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศตั้งอยู่ใน UAE ฝูงบินรบราฟาลพร้อมกำลังพลจึงถูกสั่งระดมกำลังอย่างเร่งด่วน เพื่อเสริมการป้องกันและรักษาความปลอดภัยอาคารสถานที่ทางทหารอย่างเข้มงวด พร้อมย้ำจุดยืนว่า ฝรั่งเศส “มีสิทธิที่จะแทรกแซง” หากสถานการณ์จำเป็น
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม บาร์โรได้ย้ำถึงความพร้อมของฝรั่งเศสในการเข้าร่วมปกป้องประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับและจอร์แดน ภายใต้กรอบข้อตกลงด้านความมั่นคงที่มีพันธกรณีร่วมกัน
การยกระดับมาตรการเฝ้าระวังดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่คาทรีน โวแทร็ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพฝรั่งเศส เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคมว่า โรงเก็บเครื่องบินภายในฐานทัพเรือฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับฐานทัพของ UAE ถูกโจมตีด้วยโดรนที่มุ่งเป้าโจมตีท่าเรือในกรุงอาบูดาบี เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินในวงจำกัด และไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอย่างหนักนับตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังจาก สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมกันต่อกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญหลายแห่งของ อิหร่าน ส่งผลให้อยาตอลเลาะห์ Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตพร้อมสมาชิกครอบครัว ผู้บัญชาการทหารระดับสูง และพลเรือนจำนวนหนึ่ง
ด้านอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและส่งฝูงโดรนโจมตีหลายระลอกใส่อิสราเอล รวมถึงฐานทัพของสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเข้าสู่ภาวะเปราะบางและสุ่มเสี่ยงต่อการขยายวงความขัดแย้งในวงกว้าง
#ฝรั่งเศส #Rafale #UAE #ตะวันออกกลาง #อิหร่าน #อิสราเอล #ข่าวต่างประเทศ #ความมั่นคงโลก








