เสียงระเบิดกึกก้องท่ามกลางความสงัดเงียบก่อนรุ่งสางของวันจันทร์ (2 มี.ค.69) ที่ผ่านมา กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่ฉุดกระชากตะวันออกกลางให้ดิ่งลงสู่วังวนแห่งสงครามอีกครั้ง เมื่อกลุ่ม "ฮิซบอลลาห์" ตัดสินใจเปิดแนวรบใหม่ท้าทายอำนาจของ "สหรัฐฯ" และ "อิสราเอล" ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและฝูงโดรนพลีชีพเข้าใส่ฐานทัพทหารทางภาคเหนือของอิสราเอลอย่างบ้าคลั่ง
ปฏิบัติการในครั้งนี้กลุ่มฮิซบอลลาห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธทรงอิทธิพลในเลบานอนตอนใต้ ภายใต้การหนุนหลังของ "อิหร่าน" ประกาศกร้าวว่า เป็นการล้างแค้นอย่างสาสมต่อการสังหาร "อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี" ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ผู้เป็นเสมือนจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของโลกมุสลิมสาย "ชีอะห์"
แม้ว่าทางการอิสราเอลจะออกมาปฏิเสธความสูญเสีย โดยระบุว่า ขีปนาวุธส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นได้ทันท่วงทีและบางส่วนตกลงในพื้นที่ร้างไร้ผู้คน ทว่านัยทางการเมืองและสงครามนั้นกลับรุนแรงเกินกว่าจะมองข้าม แม้แต่ "นายกรัฐมนตรีนาวาฟ ซาลาม" แห่งเลบานอน ยังต้องออกมาระบุว่าการกระทำของฮิซบอลลาห์ คือ "พฤติกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบและน่าสงสัย" พร้อมทั้งมีคำสั่งเด็ดขาดห้ามกิจกรรมทางทหารในพื้นที่ทันที เพื่อพยายามหยุดยั้งไม่ให้ประเทศต้องกลายเป็นสมรภูมินองเลือด
ความจริงที่น่าขนลุก คือ "อิสราเอล" เฝ้ารอคอยและเตรียมพร้อมสำหรับวินาทีนี้มานานหลายเดือน แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงบังคับใช้ในปี 2024 แต่กองทัพอิสราเอลกลับเดินหน้าโจมตีเลบานอนแทบทุกวัน โดยอ้างเหตุผลว่าฮิซบอลลาห์แอบสะสมอาวุธและฟื้นฟูกองกำลังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในผลงานที่สำคัญคือการปลิดชีพ "ฮาอิธัม อาลี ทาบาตาบาย" เสนาธิการและเบอร์สองของฮิซบอลลาห์เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ทว่าที่ผ่านมามันเป็นเพียงการลอบสังหารรายบุคคลเท่านั้น ต่างจากเหตุการณ์ปัจจุบันที่เป็นการเปิดหน้าชกอย่างเต็มรูปแบบ
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ พยายามอย่างหนักที่จะใช้ช่องทางการทูตเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟสงครามลุกลาม โดยมีการจัดเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่พลเรือนของทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าความพยายามเหล่านั้นจะไร้ความหมาย เมื่อ "รัฐมนตรีต่างประเทศเลบานอน ยูเซฟ ราจกี" เพิ่งจะออกมาเตือนผ่านโลกโซเชียลว่า การแทรกแซงใดๆ จากฮิซบอลลาห์จะเป็นเชื้อไฟชั้นดีให้อิสราเอลถล่มโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจนย่อยยับ แต่คำวิงวอนให้ฮิซบอลลาห์งดเว้นการรุกรานเพื่อรักษาความปลอดภัยของชาวเลบานอนกลับถูกเพิกเฉย
ในนาทีนี้ การตัดสินใจของฮิซบอลลาห์เปรียบเสมือนการหยิบยื่น "ใบอนุญาตสังหาร" ให้แก่ผู้นำอิสราเอล เพื่อเพิ่มระดับความรุนแรงในการกวาดล้างทั้งในเลบานอนตอนใต้และใจกลางกรุงเบรุต "พลตรี เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองทัพอิสราเอล" (IDF) ได้ส่งสาส์นเตือนภัยพิบัติว่า "ฮิซบอลลาห์เปิดฉากยิงใส่เราก่อน และพวกเขาจะต้องชดใช้ด้วยราคาที่แสนแพง" ซึ่งผลลัพธ์ก็ปรากฏชัดเจนทันควัน เมื่อกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานพบร่างผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 31 ศพ และบาดเจ็บระนาวเกือบ 150 รายจากการโจมตีทางอากาศเพียงไม่กี่ระลอก
สถานการณ์ทวีความตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่ออิสราเอลประกาศระดมพลสำรองกว่า 100,000 นาย พร้อมเคลื่อนกำลังพลนับสิบกองพันไปยังชายแดนทางเหนือ อีกทั้งยังยึดชัยภูมิสำคัญ 5 จุดริมชายแดนเพื่อสอดแนมความเคลื่อนไหวในเลบานอนตอนใต้อย่างถาวร แม้ "พันโท นาดาฟ โชชานี" โฆษกสื่อต่างประเทศจะยังคงสงวนท่าทีเรื่องการบุกโจมตีทางบก แต่เขาก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าหากฮิซบอลลาห์ยังไม่หยุดยั้งความพยายามในการยกระดับความรุนแรง
สงครามครั้งนี้จะกลายเป็นการสู้รบที่ยาวนาน ยืดเยื้อ และทำลายล้างมากกว่าที่ใครจะคาดคิด
#สงครามอิสราเอล #ฮิซบอลลาห์ #เลบานอน #อิหร่าน #ตะวันออกกลาง #ข่าวการเมืองระหว่างประเทศ #อาลีคาเมเนอี #IDF #WorldWar3 #MiddleEastConflict







