วันที่ 25 ก.พ.69 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้โพสต์คลิปสัมภาษณ์ในรายการ Exclusive Talk | ไทยรุกฆาตกัมพูชาสกัดแผนรบรอบ 3 | คุยข้ามช็อต ผ่านเฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn พร้อมข้อความระบุว่า...
รอบใหม่: การทูต-ต้องรุกรับให้เป็นจังหวะในเวทีการประชุม การทหาร-ต้องเตรียมรุกฆาตในการรบ แต่การเมืองการต่างประเทศและความมั่นคง-ผู้นำไทยต้องรุกคืบในเวทีโลกให้ได้ But how? (EP.3/3)
โดยมีใจความสำคัญว่า...สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการยั่วยุรายวัน ทั้งการเผาป่า การสร้างข่าวปลอม และล่าสุดคือการยิงลูกระเบิดเข้ามายังฝั่งไทย กำลังถูกมองว่าเป็นสัญญาณอันตรายของ "สภาวะก่อนเกิดสงคราม" หรือ Pre-War ที่อาจนำไปสู่การปะทะรอบที่ 3 ได้ทุกเมื่อ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง วิเคราะห์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความไร้วินัยของทหารระดับล่าง แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพิ่มน้ำหนักในเวทีระหว่างประเทศของกัมพูชา,,, ซึ่งพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ไทยและกัมพูชาเป็นคู่ขัดแย้งที่ทะเลาะวิวาทกันเพื่อดึงมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง โดยกัมพูชามักจะวางตัวเป็น "เหยื่อ" ของประเทศที่ใหญ่กว่าเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองในระดับสากล ขณะที่ปัจจุบันทั้งสองประเทศอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์และขึงตึงจนเหลือเพียงรอคำสั่งในการปะทะกันอย่างจริงจังเท่านั้น
ดร.ปณิธาน มองว่าจุดอ่อนสำคัญของไทยคือการติด "กับดักทวิภาคี" ที่เน้นการเจรจาเพียงสองฝ่ายและยึดถือกรอบระเบียบพิธีทางการทูตที่เคร่งครัดเกินไป ส่งผลให้ไทยตกเป็นฝ่าย "ตั้งรับ" มาโดยตลอด ขณะที่กัมพูชาเดินเกมรุกทางการเมืองในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายพบผู้นำมหาอำนาจหรือการใช้เวทีสหประชาชาติเพื่อสร้างกระแสกดดันไทย,,, ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่ไทยควรเร่งปรับเปลี่ยนคือการขับเคลื่อน "3 กระดาน" พร้อมกัน คือการเมือง การทูต และการทหาร โดยเฉพาะกระดานการเมืองที่ต้องมีความชัดเจนและรุกคืบมากกว่านี้ ผู้นำรัฐบาลไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่แค่การพบปะในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่ต้องใช้สายสัมพันธ์ระดับสูงเพื่อ "ปิดพื้นที่" และ "ถอดปลั๊ก" การสนับสนุนจากนานาชาติที่มีต่อกัมพูชา เช่น การส่งข้อมูลตรงถึงมือผู้นำมหาอำนาจโดยไม่ต้องผ่านพิธีการทูตที่ล่าช้า หรือการตั้งผู้แทนพิเศษที่มีอำนาจเต็มในการเจรจาเชิงลึก,,,
ในมิติของการป้องกันประเทศ ดร.ปณิธาน เสนอแนวคิดการ "ป้องปราม" ที่มากกว่าแค่การวางกำลังทหารในพื้นที่ชายแดน แต่เป็นการส่งสัญญาณ "คำขู่ที่มีประสิทธิภาพ" เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อ, ทหารไทยต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการ "รุกฆาต" หากถูกละเมิดอธิปไตย เช่น การลาดตระเวนด้วยโดรนในจุดยุทธศาสตร์ การฝึกซ้อมรบในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่องเพื่อกดดันทางจิตวิทยา หรือการใช้โอกาสจากการฝึกร่วม "คอบร้าโกลด์" (Cobra Gold) และกองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณความแข็งแกร่งของพันธมิตร,,, สิ่งเหล่านี้เป็นการทำสงครามจิตวิทยาที่ช่วยลดระดับความยั่วยุได้ดีกว่าการประท้วงผ่านกระดาษเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังควรพิจารณาการจัดสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" หรือพื้นที่พัฒนาร่วมกันในจุดพิพาทเพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกว่าการรอให้เกิดการปะทะแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการศาลระหว่างประเทศ
ท้ายที่สุด ดร.ปณิธาน เน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองในการตัดสินใจเชิงรุก เพราะการนิ่งเฉยในระบบราชการอาจดูปลอดภัยสำหรับคนทำงาน แต่กลับเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับอธิปไตยและชีวิตของทหารในแนวหน้า, ไทยต้องเลิกเดินตามหลังเกมของกัมพูชาและเริ่มสร้าง "ความชอบธรรมในการใช้กำลัง" ผ่านการสื่อสารระดับโลกอย่างเป็นระบบ เพื่อบอกให้ชาวโลกรับรู้ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายคุกคามสันติภาพ, หากไทยสามารถประสานการทำงานเชิงรุกทั้งการเมืองและการทหารเข้าด้วยกันได้ ก็จะสามารถถอดชนวนสงครามรอบใหม่และบีบให้กัมพูชาต้องกลับสู่โต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่ไทยได้เปรียบ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่คุ้มค่ากว่าการปล่อยให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความสูญเสียที่ไม่สามารถเรียกคืนได้
#ปณิธาน #ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #PreWar #ความมั่นคง #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline







