โลกต้องจารึกชื่อของ "บาทหลวงเจสซี หลุยส์ แจ็กสัน" ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าของวาทศิลป์อันทรงพลังและวิสัยทัศน์ทางศีลธรรมที่สั่นสะเทือนรากฐาน "พรรคเดโมแครต" และสังคมอเมริกา ซึ่งได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบในวัย 84 ปี
บุตรชายของเขา เปิดเผยว่า ยอดนักสู้ผู้นี้เสียชีวิตในเช้าวันอังคารที่ 17 ก.พ.69 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ โรงพยาบาล ท่ามกลางสมาชิกครอบครัวที่คอยดูใจอยู่เคียงข้าง หลังจากที่เขาต้องต่อสู้อย่างหนักกับโรคสมองเสื่อมชนิดโปรเกรสซีฟซูพรานิวเคลียร์พัลซี (PSP) มาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
แถลงการณ์จากองค์กร Rainbow PUSH Coalition ระบุว่า ความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันสั่นคลอนของเขาต่อความยุติธรรมและความเสมอภาคได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่หล่อหลอมการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อเสรีภาพ และเขายังเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุดของผู้ถูกกดขี่ ตั้งแต่การรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีที่สร้างประวัติศาสตร์ในยุค 80 ไปจนถึงการปลุกระดมให้ผู้คนนับล้านออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทิ้งร่องรอยที่ลบไม่ออกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลก
เส้นทางชีวิตของแจ็กสันเปรียบเสมือน “ต้นแบบของชาวอเมริกัน” ที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ เขาเกิดมาในยุคกฎหมายจิม โครว์ ที่มีการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง ณ เมืองกรีนวิลล์ รัฐเซาท์แคโรไลนา โดยมีแม่เป็นวัยรุ่นที่ไม่ได้แต่งงาน ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นตราบาปทางสังคม แต่เขากลับถีบตัวเองขึ้นมาเป็นไอคอนด้านสิทธิพลเมืองและนักการเมืองผู้บุกเบิกที่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีถึงสองครั้งอย่างน่าตื่นเต้น
การก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งของเขาไม่ได้เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจให้คนผิวดำเท่านั้น แต่ยังสร้างความตะลึงให้แก่นักวิเคราะห์การเมืองทั่วโลก เมื่อเขาสามารถดึงคะแนนเสียงจากคนผิวขาวได้อย่างเป็นปรากฏการณ์ กลายเป็นผู้ปูทางและวางรากฐานสำคัญทางการเมืองนานหลายทศวรรษก่อนที่ "บารัค โอบามา" จะก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกเสียด้วยซ้ำ
แจ็กสัน เริ่มฉายแววความเป็นผู้นำในฐานะศิษย์เอกและผู้ช่วยคนสนิทของ "มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์" ในช่วงทศวรรษ 1960 และหลังจากการสูญเสียคิงในปี 1968 เขาก็กลายเป็นหัวหอกหลักที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอเมริกาอย่างดุดัน
แม้ความใจร้อนและสไตล์การทำงานที่รวดเร็วของเขาจะเคยสร้างความไม่พอใจให้กับทีมงานรุ่นเก่าของคิงอยู่บ้าง แต่การก่อตั้ง “กลุ่มพันธมิตรสายรุ้ง” (Rainbow Coalition) ที่รวบรวมคนทุกเชื้อชาติทั้งผิวดำ ผิวขาว ลาติน เอเชีย คนพื้นเมือง ไปจนถึงกลุ่ม LGBTQ+ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล
เขามักจะกล่าวเสมอว่าธงชาติอาจมีเพียงสามสี แต่ประเทศอเมริกาคือสายรุ้งที่รวบรวมความหลากหลายและทุกคนมีค่าเท่ากันในสายพระเนตรของพระเจ้า วลีอมตะอย่าง “จงรักษาความหวังไว้” (Keep Hope Alive) กลายเป็นคำขวัญประจำใจที่เขาใช้ขับเคลื่อนความยุติธรรมผ่านสามยุคสมัย ตั้งแต่ "จิม โครว์" มาจนถึงยุค Black Lives Matter
วิสัยทัศน์ของแจ็กสัน คือ แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ปฏิรูปพรรคเดโมแครต ให้กลายเป็นพรรคที่โอบรับพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง เขาเป็นผู้สมัครประธานาธิบดีคนแรกที่ชูเรื่องสิทธิ LGBTQ+ เป็นนโยบายหลัก และท้าทายโครงสร้างพรรคที่เคยมุ่งเน้นแต่ฐานเสียงคนผิวขาวชั้นกลาง
นักวิชาการมองว่าหากไม่มีการบุกเบิกของแจ็กสันที่ไปเปลี่ยนกฎการนับคะแนนในพรรคเดโมแครตจากระบบผู้ชนะได้ทั้งหมดมาเป็นระบบสัดส่วน "บารัค โอบามา" อาจไม่มีวันชนะ "ฮิลลารี คลินตัน" ในปี 2008 และ "คามาลา แฮร์ริส" ก็อาจไม่มีโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งรองประธานาธิบดี
เมื่อถูกถามว่าเสียใจไหมที่ไม่ได้เป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรก เขาตอบอย่างภาคภูมิใจว่าเขาคือ “ผู้บุกเบิก” ที่ต้องเผชิญกับความเยาะเย้ยและความกลัว เพื่อทำลายกำแพงความเชื่อที่ว่าคนผิวดำไม่สามารถเป็นผู้นำประเทศได้
แจ็กสัน คือ อัจฉริยะด้านการสื่อสารที่ใช้บทกวีและจังหวะการเทศน์แบบโบสถ์คนผิวดำมาผสมผสานกับการเมืองได้อย่างลงตัว แม้เบื้องหลังความสำเร็จจะมีความไม่มั่นใจจากปมในวัยเด็กที่ถูกล้อเลียนว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ แต่เขาก็เปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม
ชีวิตภายใต้แสงสปอตไลท์ของเขามีทั้งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เช่น การเจรจาปล่อยตัวนักโทษในคิวบาและทหารอเมริกันในยูโกสลาเวีย จนได้รับเหรียญอิสรภาพแห่งประธานาธิบดี และมีความผิดพลาดที่เป็นบทเรียน
อย่างไรก็ตาม ภาพของเขาที่ยืนร้องไห้ในคืนที่โอบามาชนะการเลือกตั้งปี 2008 ยังคงเป็นภาพจำที่สะท้อนว่าการต่อสู้ตลอดชีวิตของเขานั้นสัมฤทธิ์ผลแล้ว แม้ในช่วงท้ายของชีวิตที่สุขภาพร่วงโรย เขาก็ยังคงออกมาประท้วงเพื่อสิทธิในการเลือกตั้งจนถูกจับกุม มรดกของเจสซี แจ็กสัน จึงไม่ใช่แค่คะแนนเสียง แต่คือเปลวไฟแห่งความหวังที่ส่งต่อให้คนรุ่นหลังอย่างไม่รู้จบ
#เจสซีแจ็กสัน #JesseJackson #สิทธิพลเมือง #การเมืองสหรัฐฯ #CivilRights #RainbowPush #ข่าวต่างประเทศ








