เมื่อวันที่ 16 ก.พ.69 กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยว่า ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางออกจากกรุงเตหะรานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) มุ่งหน้าสู่นครเจนีวา เพื่อเข้าร่วมการเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อมรอบที่ 2 กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารนี้ (17 ก.พ.) โดยมีประเทศโอมานรับบทเป็นตัวกลาง
รายงานข่าวระบุว่า อารักชีเป็นผู้นำคณะผู้แทนซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่การทูตและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยมีกำหนดการหารือกับบุคคลสำคัญ อาทิ อิญญาซีโอ กัสซิส รมว.ต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์, ซัยยิด บัดร์ บิน ฮามัด อัลบูไซดี รมว.ต่างประเทศโอมาน และราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
สำหรับการเจรจารอบแรกจัดขึ้นที่กรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน เมื่อวันที่ 6 ก.พ. นำโดยอารักชี และสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสื่อสหรัฐฯ รายงานยืนยันว่า วิตคอฟฟ์จะเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ที่เจนีวาเช่นเดิม
ทางด้านมาจิด ทัคต์-ราวันชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ส่งสัญญาณผ่านสำนักข่าวบีบีซี (BBC) เมื่อวันอาทิตย์ว่า อิหร่านพร้อมประนีประนอมในโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร โดยระบุว่าขณะนี้ "เป็นหน้าที่ของสหรัฐฯ ที่จะต้องพิสูจน์ความจริงใจในการทำข้อตกลง"
สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวนักการทูตระดับสูงว่า การหารือที่กรุงมัสกัตก่อนหน้านี้ได้แตะประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านพลังงานน้ำมัน ก๊าซ และเหมืองแร่ รวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ
ฮามิด กานบารี รมช.ต่างประเทศฝ่ายการทูตเศรษฐกิจ ซึ่งร่วมคณะเจรจา ย้ำว่าข้อตกลงใด ๆ จะต้องมีหลักประกันเรื่องการปลดล็อกสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกอายัดในต่างประเทศให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง แต่อิหร่านยืนยันจุดยืนไม่รับเงื่อนไขที่ห้ามการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยเด็ดขาด
ทั้งนี้ รัฐบาลวอชิงตันมองว่าการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในอิหร่านอาจเป็นหนทางไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลเตหะรานปฏิเสธมาโดยตลอด
ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงที่กรุงบราติสลาวา (เมืองหลวงของสโลวาเกีย) ว่า ปธน.ทรัมป์ยังคงให้ความสำคัญกับการทูตและการเจรจา แม้จะยอมรับว่า "ยังไม่เคยมีใครทำข้อตกลงกับอิหร่านได้สำเร็จ แต่เราจะพยายาม"
ย้อนกลับไปในปี 2561 ปธน.ทรัมป์ได้นำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ครั้งสำคัญที่ช่วยผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านเพื่อแลกกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ และกลับมาใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี บรรยากาศยังคงมีความตึงเครียดทางทหาร โดยพลตรี อับดอลราฮิม มูซาวี ผู้บัญชาการกองทัพอิหร่าน ได้ออกมาเตือนผ่านสำนักข่าว IRNA ของทางการว่า หากสหรัฐฯ คิดก่อสงครามจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่รุนแรง พร้อมตั้งคำถามว่า "หากทรัมป์ต้องการสงคราม เหตุใดจึงพูดเรื่องเจรจา" พร้อมระบุว่าหากเกิดความขัดแย้งขึ้นจริง จะเป็นการสั่งสอนบทเรียนและยุติ "พฤติกรรมขู่ตะคอก" ของผู้นำสหรัฐฯ
ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.พ.) ปธน.ทรัมป์เปิดเผยว่าได้สั่งการให้เรือบรรทุกเครื่องบิน "ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด" (USS Gerald R. Ford) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เข้าสมทบกับเรือบรรทุกเครื่องบิน "ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น" (USS Abraham Lincoln) และเรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถีอีก 3 ลำในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมพร้อมมาตรการทางทหารหากการเจรจาล้มเหลว
"ผมจะคุยกับพวกเขานานเท่าที่ผมพอใจ เพื่อดูว่าเราจะบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่ แต่ถ้าไม่ เราจำต้องเข้าสู่เฟสสอง เฟสสองจะเป็นยาแรงสำหรับพวกเขา" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (12 ก.พ.)
#อิหร่าน #ทรัมป์ #เจรจานิวเคลียร์ #ข่าวต่างประเทศ #การเมืองโลก #สหรัฐอเมริกา #ตะวันออกกลาง #ข่าวต่างประเทศวันนี้ #BreakingNews #WorldNews







