คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ/ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2026 ที่เพิ่งผ่านมานี้ มีข่าวประโคมออกมาว่า “อันโตนิโอ กูเตอร์เรส” เลขาธิการสหประชาชาติร่อนจดหมายส่งถึงเอกอัครราชทูต 196 ประเทศ โดยระบุเนื้อหาว่า “อีกหกเดือนข้างหน้า “องค์การสหประชาชาติ” (United Nations) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ยูเอ็น” อาจอยู่ในความเสี่ยงที่จะล้มละลาย”
ทั้งนี้ถึงแม้ว่าองค์การสหประชาชาติจะเป็นองค์กรที่ใหญ่โตมหึมาและมีประเทศต่างๆ ทั่วโลกร่วมเป็นสมาชิกในองค์กรมากถึง 196 ประเทศ และแม้ว่าที่ผ่านมาองค์กรนี้จะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติบนโลกใบนี้มาอย่างมากมายมหาศาลแล้วก็ตาม แต่กลับปรากฏว่า มีสมาชิกหลายๆ ประเทศที่ชักดาบมิยอมจ่ายค่าธรรมเนียมประจำปีกันเลย!!!
และน่าแปลกประหลาดใจแกมงุนงงที่หนึ่งในประเทศที่มิได้จ่ายค่าธรรมเนียมสมาชิกก็คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นสมาชิกที่ถือหุ้นใหญ่ในองค์กรนี้ถึง 22% ก็ตาม แต่กลับเบี้ยวมิยอมจ่ายค่าธรรมเนียมของปี 2025 ที่คิดแล้วเป็นเงินหลายพันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ปีกลาย สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเซ็นอนุมัติงบประมาณประจำปี 2026 ที่เป็นยอดวงเงินถึง 3.45 พันล้านดอลลาร์มอบให้แก่เสาหลักใหญ่สำคัญสามประการของสหประชาชาติ นั่นก็คือ ด้านสันติภาพและความมั่นคง ด้านการพัฒนาแบบยั่งยืน และด้านสิทธิมนุษยชน
จากข้อมูลของ “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2026 นี้ ระบุเนื้อหาสาระที่ว่า “หากเงินขององค์การสหประชาชาติ หมดลงในเดือนสิงหาคม 2026 นี้ องค์การก็จะยกเลิกการประชุมสมัชชาใหญ่ประจำปีในเดือนกันยายน และจะปิดสำนักงานด้านมนุษยธรรม” ซึ่ง “สำนักงานด้านมนุษยธรรม” มีหน้าที่รับมือในเหตุการณ์ฉุกเฉินระดับโลก ยกตัวอย่างอาทิเช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
โดยจดหมายของเลขาธิการสหประชาชาติ เตือนถึง “วิกฤตทางการเงิน” ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยระบุไว้ว่า “ขณะนี้สถานการณ์ทางการเงินขององค์การสหประชาชาติ มีความแตกต่างจากครั้งก่อนๆ เป็นอย่างมาก” และเลขาธิการสหประชาชาติก็ยังเขียนเพิ่มเติมต่อไปว่า “วิกฤตกำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า วิกฤติด้านการเงินในครั้งนี้เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการดำเนินงานตามโครงการ และยังเป็นการเสี่ยงต่อการล่มสลายทางด้านการเงิน และจะทำให้เกิดสถานการณ์อันแสนเลวร้ายในอนาคตอันใกล้นี้ ถือได้ว่าเป็นสภาวะอันแสนเลวร้ายที่สหประชาชาติกำลังเผชิญอยู่”
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2025 “สำนักหยั่งเสียงกัลลัพโพล” ได้ออกมาเปิดเผยว่า 79% ของชาวอเมริกันมีความคิดเห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่สหรัฐฯ ควรจะเป็นสมาชิกของสหประชาชาติต่อไป และจำเป็นอย่างยิ่งอีกเช่นกันที่สหรัฐฯ จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสมาชิก!!!
ส่วน “สำนักหยั่งเสียงพิว” ที่มีความเชี่ยวชาญในการหยั่งเสียงของนานาประเทศได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2025 ว่า ชาวแคนาดา 69% มีความคิดเห็นว่า สมควรที่จะดำรงองค์การสหประชาชาติเอาไว้ แต่ก็มีชาวแคนาดา 28% ที่คิดเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีองค์การสหประชาชาติ ส่วนชาวสวีเดน 77% คิดเห็นว่า องค์การสหประชาชาติมีความจำเป็น โดยอีก 20% มีความคิดเห็นว่า ไม่จำเป็นแต่อย่างใด ประเทศอื่นๆ ในแถบยุโรป อาทิเช่น เยอรมนี อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ฮังการี และโปแลนด์ ระหว่าง 60% ถึง 77% ขึ้นไปเห็นว่า องค์การสหประชาชาติมีความจำเป็น
ส่วนชาวเอเชียปรากฏว่า มีแค่เพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ให้การสนับสนุนองค์การสหประชาชาติอย่างแข็งขัน นั่นก็คือ อินโดนีเซียที่มีถึง 77% และเกาหลีใต้ที่สนับสนุนที่ 74% ในประเทศในแถบทวีปแอฟริกา ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ได้แก่ ไนจีเรีย 80% และเคนยา 74% ส่วนอิสราเอลที่เห็นด้วยมีเพียง 16% เท่านั้น แต่ที่ไม่เห็นด้วยมีสูงถึง 80%
ส่วนประเทศที่จ่ายค่าธรรมเนียมสมาชิกประจำปีในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2026 มีเพียง 36 ประเทศเท่านั้น แต่ในนั้นยังไม่มีชื่อของประเทศไทยปรากฏให้เห็นแต่อย่างใด!!! ส่วนสหรัฐอเมริกานั้น สภาคองเกรสได้อนุมัติค่าธรรมเนียมประจำปีสำหรับองค์การสหประชาชาติไปแล้วเป็นวงเงินจำนวน 2.2 พันล้านดอลลาร์ และอีก 1.8 พันล้านดอลลาร์สำหรับค่าทหารประจำการขององค์การสหประชาชาติทั่วโลก โดยจะเห็นได้ว่าการที่สภาคองเกรสจ่ายเงินไปนั้น “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” แสดงเจตจำนงว่า “ไม่ต้องการจ่าย” โดยเขาให้เหตุผลที่ว่า “จ่ายไป ก็เปล่าประโยชน์”
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 สามผู้นำโลกที่กอปรไปด้วย “ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี.รูสเวลต์” แห่งสหรัฐอเมริกา “นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์” แห่งอังกฤษ และ “โจเซฟ สตาลิน” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งทั้งสามอดีตผู้นำต่างก็มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในทำนองเดียวกันที่ต้องการจะก่อตั้ง “องค์การสหประชาชาติ” ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดบนโลกใบนี้ โดยจัดให้มีตัวแทนระดับเอกอัครราชทูตของแต่ละประเทศไปประจำที่องค์การสหประชาชาติ
ขณะนี้องค์กรนี้ดำเนินมาแล้วเป็นเวลาผ่านมากว่า 81 ปี ซึ่งมีผลทำให้องค์การสหประชาชาติมีความเจริญเติบโต เฉพาะในสำนักงานประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก มีพนักงานทำงานประจำอยู่ราวๆ 40,000 คน แถมหน่วยงานต่างประเทศทั่วโลกก็มีเจ้าหน้าที่ประจำการทั้งฝ่ายทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมกว่า 100,000 คนและยังมีเจ้าหน้าที่พลเรือนทำงานอยู่อีกมากมาย จะเห็นได้ว่า เป็นองค์กรที่แสนใหญ่โต แต่น่าแปลกใจที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จ้องโจมตีองค์การสหประชาชาติมาอย่างตลอดชีวิตที่เขาก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง โดยเขามักจะโจมตีในทำนองที่ว่า “องค์การนี้ไม่มีประโยชน์ เป็นการสิ้นเปลืองไปเปล่าๆ” แต่เท่าที่ทราบขณะนี้ องค์การสหประชาชาติมีงบประมาณประจำอยู่ประมาณ 3.45 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดานักวิเคราะห์ด้านการเมืองที่พูดกันหนาหูว่า เป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะต้องการให้ “Board of Peace” ที่เขาตั้งขึ้นมาและเขาก็ยังรับตำแหน่งแต่งตั้งให้ตนเองเป็นประธานบอร์ดไปตลอดชีวิต เข้าไปแทนที่องค์การสหประชาชาติ ส่วนการที่รัฐบาลไทยยังมิได้ตัดสินใจตอบรับตามคำเชิญของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการที่จะเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิก “Board of Peace” นั้น นับว่าถูกต้องที่สุด เนื่องมาจาก “Board of Peace” เป็นเรื่องของการเมือง และการที่ประเทศไทยออกมาให้คำอธิบายว่า “รัฐบาลไทยกำลังอยู่ในการศึกษาพิจารณา” นับว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ส่วนการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถอน 66 หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ นับตั้งแต่เขาเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในสมัยที่สอง และยังไม่ยอมเซ็นอนุมัติเงินชำระค่าธรรมเนียมสมาชิกประจำปี โอกาสที่องค์การสหประชาชาติจะล้มละลายก็ย่อมเกิดขึ้นได้ละครับ
#สหประชาชาติ #UN #การเมืองโลก #วิกฤตการเงิน #ต่างประเทศ #DonaldTrump #GlobalPolitics







