กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายงานรอบครึ่งปีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยถูกเพิ่มชื่อเข้าสู่บัญชีเฝ้ารวังคู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องจับตาพฤติกรรมด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่อาจไม่เป็นธรรม
สำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า รายงานฉบับล่าสุดที่เสนอต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ระบุรายชื่อประเทศในกลุ่ม “เฝ้าระวัง” (Monitoring List) ประกอบด้วย ญี่ปุ่น จีน เยอรมนี ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน เวียดนาม และประเทศไทย ซึ่งถูกบรรจุชื่อเข้ามาเป็นรายล่าสุด
สหรัฐฯ ให้เหตุผลในการเพิ่มชื่อประเทศไทยครั้งนี้ว่า มาจากยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ประเทศอื่นในรายชื่อเป็นประเทศเดิมที่เคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังจากรายงานก่อนหน้าแล้ว
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังไม่ได้ระบุประเทศใดว่าเป็น “ผู้บิดเบือนค่าเงิน” (Currency Manipulator) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสถานะที่อาจนำไปสู่การใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม รายงานซึ่งประเมินภาวะเศรษฐกิจและค่าเงินในรอบ 1 ปี สิ้นสุด ณ เดือนมิถุนายน 2568 ชี้ว่า จีนเป็นประเทศที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มคู่ค้ารายใหญ่ด้าน “การขาดความโปร่งใส” เกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับเกณฑ์การพิจารณาว่าประเทศใดเข้าข่ายบิดเบือนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม สหรัฐฯ ใช้เกณฑ์หลัก 3 ประการ โดยหากเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ จะถูกบรรจุชื่อเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวังทันที ได้แก่ 1.ดุลการค้ากับสหรัฐฯ เกินดุลอย่างน้อย 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 2.ดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลอย่างน้อย 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และมีพฤติกรรมแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศในทิศทางเดียวอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของญี่ปุ่น ซึ่งเข้าเกณฑ์ 2 ข้อแรก รายงานอ้างถึงเหตุการณ์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินในปี 2567 เพื่อพยุงค่าเงินเยนไม่ให้อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังคงชื่นชมความโปร่งใสของญี่ปุ่นในการเปิดเผยข้อมูลการแทรกแซงค่าเงิน ทั้งในแง่มูลค่ารวมรายเดือน และรายละเอียดรายวันย้อนหลังเป็นรายไตรมาส
#สหรัฐเพิ่มชื่อไทย #บัญชีเฝ้าระวังค่าเงิน #บิดเบือนค่าเงิน #ค่าเงินบาท #เศรษฐกิจโลก #การค้าระหว่างประเทศ #ดุลการค้า #กระทรวงการคลังสหรัฐ #ข่าวเศรษฐกิจ #ตลาดเงิน







