ต่างประเทศ

สกู๊ปต่างประเทศ : เตือน "วันสิ้นโลก" ใกล้เข้ามาแล้ว! เหลือแค่ 85 วินาที จะถึงจุดจบของมวลมนุษยชาติ

แชร์ข่าว

เรื่องนี้ไม่ใช่นิยายแนวไซไฟ หากแต่เป็นคำเตือนจริงจากวงการวิทยาศาสตร์ เมื่อคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และความมั่นคงจาก "Bulletin of the Atomic Scientists" ได้ประกาศปรับเข็ม "นาฬิกาวันสิ้นโลก" (Doomsday Clock) ประจำปี 2026 เข้าสู่จุดที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

โดยเข็มวินาทีพุ่งไปหยุดอยู่ที่ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ซึ่งถือเป็นการเดินหน้าเร็วขึ้นถึง 4 วินาทีจากปีก่อนหน้าที่มีเวลาเหลือเพียง 89 วินาที ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงแค่การคำนวณสถิติ แต่คือสัญลักษณ์เชิงเปรียบเทียบที่บ่งบอกว่าอารยธรรมมนุษย์กำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งการทำลายล้างที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้น ภายใต้ความล้มเหลวของภาวะผู้นำระดับโลกที่ปล่อยให้ความเสี่ยงระดับมหันตภัยพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ความร่วมมือระหว่างประเทศกลับลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย

"อเล็กซานดรา เบลล์" ประธานและซีอีโอขององค์กร ย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดว่า "เส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่นั้นคือหนทางที่ไม่ยั่งยืน และโลกกำลังจะหมดเวลาลงแล้ว หากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน ไม่ยอมถอยห่างจากความขัดแย้ง ประชาชนทั่วโลกจำเป็นต้องส่งเสียงกดดันอย่างอันตรายที่สุด

"Doomsday Clock" คืออะไร! เป็นระบบนาฬิกาเชิงสัญลักษณ์ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยคณะนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้ชื่อว่า "Bulletin of Atomic Scientists" จุดกำเนิดของนาฬิกาแห่งโชคชะตานี้ต้องย้อนกลับไปในปี 1947 ท่ามกลางซากปรักหักพังหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้ที่เคยร่วมมือกันใน "โครงการแมนฮัตตัน" (Manhattan Project) เพื่อสร้างระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลก ได้ตระหนักถึงพลังอำนาจทำลายล้างที่ตนเองปลดปล่อยออกมา พวกเขาไม่ได้เพียงสร้างอาวุธที่ทำให้ศัตรูสยบยอม แต่ได้สร้าง "เครื่องจักรสังหารโลก" ที่สามารถลบกวาดล้างสิ่งมีชีวิตทุกชนิดให้หายไปเพียงชั่วพริบตา

ด้วยความรู้สึกผิดและหน้าที่ความรับผิดชอบต่อเผ่าพันธุ์ พวกเขาจึงก่อตั้ง "Bulletin of the Atomic Scientists" ขึ้นมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงเตือนภัย โดยกำหนดให้เวลาเที่ยงคืนตรง คือจุดจบที่ย่อยยับของโลก ในอดีตเข็มนี้เคยเดินถอยหลังไปไกลถึง 17 นาทีก่อนเที่ยงคืนในปี 1991 เมื่อสงครามเย็นสงบลง

แต่ในวันนี้โลกกลับหมุนวนกลับไปสู่จุดที่เลวร้ายยิ่งกว่ายุคสงครามเย็นหลายเท่าตัว โดยปัจจัยที่ผลักดันให้โลกเข้าสู่โซนสีแดงเข้มนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความตึงเครียดของนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซียและอเมริกาที่กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง แต่ยังมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ของจีน ความมั่นคงทางชีวภาพที่เปราะบาง และการผงาดขึ้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้ในกองทัพอย่างขาดการควบคุม

"แดเนียล โฮลซ์" ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่น่ากลัวว่า โลกกำลังแตกแยกเป็นฝักฝ่ายแบบ "พวกเราและพวกเขา" ซึ่งส่งผลให้เกิดระบอบอำนาจนิยมแบบชาตินิยมรุนแรงในหลายประเทศ ความไว้วางใจที่เคยใช้เวลาสร้างมานานหลายทศวรรษกำลังพังทลายลงแทนที่ด้วยวาทกรรมที่แข็งกร้าวและการชิงชัยแบบผู้ชนะกินรวบ (Winner-take-all)

แม้แต่วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ควรเป็นจุดร่วมที่มนุษย์ต้องช่วยกันกลับถูกเมินเฉย โดยเฉพาะในฝั่งการเมืองสหรัฐฯ ที่ยังมีความพยายามต่อต้านนโยบายพลังงานหมุนเวียนและเดินหน้าสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมเข็มนาฬิกา นักวิทยาศาสตร์ยังคงให้แสงสว่างแห่งความหวังเพียงเล็กน้อยว่า เรายังสามารถดึงโลกกลับจากปากเหวได้ หากมหาอำนาจยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ เคารพข้อตกลงระงับการทดสอบอาวุธ และร่วมมือกันกำหนดกฎระเบียบสากลเพื่อป้องกันไม่ให้ AI กลายเป็นเพชฌฆาตไร้หัวใจในระบบสั่งการ

อาวุธร้ายแรง 85 วินาทีสุดท้ายนี้จึงไม่ใช่คำพยากรณ์ว่าเราต้องตาย แต่เป็นเสียงตะโกนสุดท้ายเพื่อให้มนุษยชาติหยุดทำลายตนเอง ก่อนที่เข็มยาวจะจรดเลขสิบสองและทุกอย่างจะกลายเป็นเถ้าถ่านตลอดกาล

#DoomsdayClock #นาฬิกาวันสิ้นโลก #วันสิ้นโลก #สงครามนิวเคลียร์ #โลกร้อน #ข่าววิทยาศาสตร์ #ความมั่นคงโลก #ManhattanProject #AIคุกคาม #85วินาทีก่อนเที่ยงคืน #จุดจบของมวลมนุษยชาติ