TikTok (ติ๊กต๊อก) ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการในการแยกการดำเนินงานแอปพลิเคชันวิดีโอสั้นยอดนิยมในสหรัฐอเมริกาออกจากโครงสร้างธุรกิจระดับโลก เพื่อให้แอปฯ สามารถเปิดให้บริการแก่ผู้ใช้งานชาวอเมริกันต่อไปได้
ข้อตกลงประวัติศาสตร์นี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายปีระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยแรกที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยในขณะนั้นเขาพยายามจะสั่งแบนแอปพลิเคชันนี้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ
ก่อนหน้านี้ แพลตฟอร์ม TikTok มีกำหนดการถูกสั่งแบนในสหรัฐฯ อย่างเด็ดขาดภายในเดือนมกราคม 2025 หาก ByteDance บริษัทแม่สัญชาติจีนไม่ยอมขายกิจการในสหรัฐฯ ให้กับนักลงทุนชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวออกไปหลายครั้งจนกระทั่งนำมาสู่บทสรุปในปัจจุบัน
แม้การปิดดีลจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามแถลงการณ์ของ TikTok แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เรื่องนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อผู้ใช้งานกว่า 200 ล้านคนในสหรัฐฯ และนี่คือรายละเอียดเชิงลึกที่คุณควรทราบ
ย้อนรอยชนวนเหตุและการต่อสู้ทางกฎหมาย เป็นเวลานานหลายปีที่รัฐบาลวอชิงตันกดดันอย่างหนักให้ TikTok ขายกิจการในสหรัฐฯ โดยแสดงความกังวลอย่างรุนแรงว่า ByteDance อาจถูกรัฐบาลปักกิ่งบังคับให้ส่งมอบข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานชาวอเมริกันเพื่อใช้ในทางจารกรรม แม้ว่าทั้ง TikTok และ ByteDance จะออกมายืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอดก็ตาม
แนวคิดการแบน TikTok ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกโดยทรัมป์ในปี 2020 ก่อนจะได้รับแรงสนับสนุนมากขึ้นในยุคของ โจ ไบเดน จนนำไปสู่การลงนามในกฎหมายสำคัญเมื่อปี 2024 ที่บังคับให้ ByteDance ต้องขายกิจการมิเช่นนั้นจะถูกขับออกจากตลาดสหรัฐฯ การต่อสู้ทางคดีความระหว่างยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีและรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ถึงขั้นที่แอปฯ เคยถูกปิดใช้งานชั่วคราวเป็นเวลา 12 ถึง 14 ชั่วโมงในเดือนมกราคมปีที่แล้ว ก่อนที่สถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อทรัมป์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นว่าที่ประธานาธิบดี ให้คำมั่นว่าจะยกเลิกคำสั่งแบน
จนกระทั่งเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ประกาศความสำเร็จในการเจรจากับจีนเพื่อให้ TikTok ดำเนินการต่อได้ และในเดือนธันวาคม ข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายกับกลุ่มนักลงทุนชาวอเมริกันและนักลงทุนระดับโลกก็ได้ถูกลงนามภายใต้การดูแลของ นายโชว ซี ชิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารระดับโลกของ TikTok
สำหรับ ผู้ถือบังเหียน TikTok US ภายใต้ดีลใหม่นี้ จะมีการจัดตั้งนิติบุคคลอิสระชื่อว่า TikTok USDS Joint Venture LLC ขึ้นมาเพื่อดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ แอปพลิเคชัน และระบบอัลกอริทึมในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ผ่านมาตรการความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวด
โครงสร้างการบริหารจะถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหาร 7 คน ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน โดยมี นายอดัม เพรสเซอร์ อดีตผู้บริหารมือดีจาก WarnerMedia ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทร่วมทุนแห่งนี้
สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในธุรกิจ TikTok สหรัฐฯ แบ่งออกเป็น 3 รายหลัก ที่ถือหุ้นรายละ 15% ได้แก่ :
Oracle: ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง นำโดยนายแลร์รี เอลลิสัน ผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพรรครีพับลิกันและพันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์ โดย Oracle จะรับหน้าที่สำคัญในการเก็บรักษาข้อมูลผู้ใช้และดูแลการฝึกฝนอัลกอริทึม
Silver Lake: บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 116 พันล้านดอลลาร์
MGX: กลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีสมัยใหม่
ในขณะที่ ByteDance จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 19.9% ส่วนหุ้นที่เหลืออีก 35.1% จะกระจายอยู่ในกลุ่มบริษัทการลงทุนต่างๆ เช่น สำนักงานบริหารทรัพย์สินของตระกูลไมเคิล เดลล์ (ผู้ก่อตั้ง Dell Technologies) และ Vastmere Strategic Investments ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Susquehanna International Group โดยมีนายมาร์ค ดูลีย์ เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารด้วย
ชะตากรรมของ "อัลกอริทึม" และประสบการณ์ผู้ใช้งาน ประเด็นที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของดีลนี้คือ "อัลกอริทึม" หรือสูตรลับที่ทำให้ TikTok ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ซึ่งคู่แข่งอย่าง Instagram Reels หรือ YouTube Shorts ยังไม่สามารถลอกเลียนแบบได้สมบูรณ์ ในตอนแรก ByteDance และรัฐบาลจีนปฏิเสธที่จะส่งมอบเทคโนโลยีนี้ แต่ท้ายที่สุดหน่วยงานกำกับดูแลของปักกิ่งได้ส่งสัญญาณอนุญาตให้มีการแบ่งปันสิทธิ์การใช้งาน (Licensing) ได้
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงระบุว่าอัลกอริทึมในสหรัฐฯ จะต้องถูก "ฝึกฝนใหม่" (Retrained) โดยใช้ข้อมูลเฉพาะจากผู้ใช้งานชาวอเมริกันเท่านั้น และต้องจัดเก็บภายใต้สภาพแวดล้อมคลาวด์ของ Oracle ที่ปลอดภัยและเป็นไปตามกฎระเบียบของสหรัฐฯ อย่างเคร่งครัด
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานในระยะสั้น โดยตัวแอปฯ อาจมีการประมวลผลที่ช้าลง มีฟีเจอร์ที่จำกัดกว่าเวอร์ชันระดับโลก หรือแม้แต่อัลกอริทึมการแนะนำเนื้อหา (Recommendation Engine) อาจไม่แม่นยำเท่าเดิมในช่วงแรกเนื่องจากถูกจำกัดฐานข้อมูลในการเรียนรู้
#TikTok #TikTokUS #ByteDance #Oracle #TechNews #ธุรกิจต่างประเทศ #ข่าวไอที #โดนัลด์ทรัมป์








