ต่างประเทศ

ทำไมประเทศเวเนซุเอลาจึงยากจน?

แชร์ข่าว

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ/ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

เป็นไปได้อย่างไรที่ถึงแม้ว่าเวเนซุเอลาจะเป็นประเทศที่มีน้ำมันเป็นทรัพยากรธรรมชาติในประเทศมากกว่า ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน แคนาดา อิรัก หรือรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ก็ตาม แต่เพราะเหตุใดเวเนซุเอลากลับกลายเป็นประเทศที่ยากจน ทั้งนี้ยังมีคำถามที่หลายๆ คนต้องการจะทราบว่า เพราะเหตุใดและเพราะอะไรประเทศเวเนซุเอลาจึงกลับกลายเป็นประเทศที่ยากจน ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติน้ำมันมากที่สุดในโลก!!!

ประการแรก: เมื่อปี ค.ศ. 2020 นับตั้งแต่ “ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร” สามารถผนึกกำลังรวบรวมอำนาจเข้าไปนั่งบริหารเวเนซุเอลาได้อย่างเบ็ดเสร็จในระบอบเผด็จการ ซึ่งขณะนั้นกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ตั้งข้อกล่าวหาว่า ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เป็นผู้นำของ “กลุ่มคาร์เทล” ที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย นับว่าสหรัฐฯ เริ่มวางแผนที่จะโค่นล้มอำนาจของเขานับแต่นั้นเป็นต้นมา ที่ผ่านมาเมื่อเดือนกรกฎาคม ของปี ค.ศ. 2025 “สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของสหรัฐฯ” ออกมากล่าวประกาศคว่ำบาตรต่อกลุ่มคาร์เทลของประธานาธิบดีมาดูโร และในเดือนสิงหาคมรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ประกาศเพิ่มรางวัลนำจับประธานาธิบดีมาดูโร เป็นเงินถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่ากลุ่มของประธานาธิบดีมาดูโร คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังบรรดาองค์กรอาชญากรรมทั้งในเวเนซุเอลาและนานาชาติ

ประการที่สอง: การเมืองของเวเนซุเอลาขาดซึ่งเสถียรภาพเริ่มตั้งแต่ยุคสมัยของ “ประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ” ที่ครั้งนั้นเกิดวิกฤตเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เกิดการขาดแคลนอาหาร แถมบ้านเมืองยังเต็มไปด้วยอาชญากรรม จนทำให้ประธานาธิบดีชาเวซ ต้องออกมาประกาศสงครามเศรษฐกิจ สืบเนื่องมาจากการผลิตน้ำมันลดลงมากเป็นประวัติการณ์ และภายหลังการเสียชีวิตของประธานาธิบดีชาเวซในปี 2013 ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ก็ก้าวเข้าไปรับช่วงต่อ โดยเขาต้องเผชิญกับการบริหารประเทศที่อยู่ในสภาวะเงินเฟ้อ และการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นอย่างมาก โดยปี ค.ศ. 2014 ความยากจนได้เพิ่มขึ้นจนถึงขั้นรุนแรง ตามติดมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยและอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 14.2% นอกจากนั้นดูเหมือนว่าประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ยังดำเนินนโยบายผิดพลาดทางด้านเศรษฐกิจ ที่ปล่อยให้สหรัฐฯ ใช้นโยบายคว่ำบาตรต่อน้ำมันของรัฐบาลเวเนซุเอลา การบริหารจัดการด้านน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นรายได้หลักเพียงอย่างเดียวก็ดำเนินอย่างผิดพลาดด้วยเช่นกัน จนมีผลทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่นๆ อีกด้วย!!!

ทั้งนี้ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2022 ดูเหมือนว่ามาตรการคว่ำบาตรได้รับการผ่อนปรน โดยกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ยกเว้นให้เวเนซุเอลากลับมาส่งน้ำมันออกให้แก่บริษัท “เชฟรอน” (Chevron) ทว่าน้ำมันดิบเวเนซุเอลาเป็นส่วนใหญ่ที่ส่งออกนอกประเทศจะสามารถส่งออกได้มากถึง 68% ก็ตาม แต่สหรัฐฯ สั่งน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาเพียง 23% เท่านั้น นอกนั้นสหรัฐฯ สั่งน้ำมันดิบจากแคนาดาถึง 51%

ประการที่สาม: รายได้ที่เวเนซุเอลาได้รับจากการส่งออกน้ำมัน กลับนำไปใช้ทางด้านสังคมมากเกินไป แถมราคาน้ำมันที่เคยพุ่งสูง ก็ยังร่วงลงต่ำสุด โดยเมื่อปี ค.ศ. 2023 รายได้จากน้ำมันของเวเนซุเอลามีอยู่แค่เพียง 4 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น และหากจะเปรียบเทียบกับรายได้จากการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียกันดูแล้วจะเห็นได้ว่ารายได้การส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียมีมากถึง 181 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ประการที่สี่: เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ในยุคสมัยของประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ และประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ต่างก็ยึดเอาอุตสาหกรรมทางด้านน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลักใหญ่ในการหารายได้เข้าประเทศ จึงเป็นผลทำให้บรรดานักลงทุนต่างหนีแยกย้ายไปต่างประเทศ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แถมยังมีปัญหาเงินเฟ้อรุมเร้า อาทิเช่น ในปี ค.ศ. 2016 เวเนซุเอลามีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มถึง 800%

ประการที่ห้า: ปัญหาการคอร์รัปชันมีแพร่หลายกระจายไปในทุกๆ ระดับและทุกๆ ภาคส่วนจนยากต่อการแก้ไข และ ประการที่หก: เกิดสมองไหล โดยผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญต่างอพยพหลบหนีออกนอกประเทศ อาทิเช่น แห่อพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นต้น และเนื่องจากเวเนซุเอลา ขาดความปลอดภัยและประชาชนไม่สามารถฝากความหวังในระบอบเผด็จการภายใต้ความควบคุมของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร จึงมีผลทำให้ในปี ค.ศ. 2025 ชาวเวเนซุเอลาตัดสินใจอพยพออกนอกประเทศมากถึง 6.8 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 29.9 ล้านคน ที่ส่วนใหญ่ต่างอพยพเป็นผู้ลี้ภัยเข้าสู่สหรัฐอเมริกา จากข้อมูลของสำนักหยั่งเสียง “Pew Research” เปิดเผยออกมาว่า ในช่วงห้าปีชาวเวเนซุเอลาอพยพเข้าสู่สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าตัว โดยปี ค.ศ. 2024 ชาวเวเนซุเอลาเข้าไปอาศัยในสหรัฐฯ ถึง 1.2 ล้านคน และในขณะนี้ก็มีชาวเวเนซุเอลาพำนักอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ เป็นจำนวนมากในอันดับที่ 9 จากจำนวน 33 ประเทศในแถบลาตินอเมริกา อีกทั้งชาวเวเนซุเอลายังมีโอกาสได้รับสิทธิพิเศษทางด้านเป็นผู้ลี้ภัยที่เข้าไปพำนักอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ อีกด้วย

คราวนี้ผมขอเสริมความคิดเห็นของชาวอเมริกันและนักการเมืองในสภาคองเกรสสักเล็กน้อยในเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ออกคำสั่งให้เข้าไปจับกุมตัวประธานาธิบดีมาดูโร และภรรยา ไปยังกรุงนิวยอร์ก!!! ทั้งนี้ชาวอเมริกันและบรรดานักการเมืองสหรัฐฯ มีความคิดเห็นที่แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย จากการหยั่งเสียงของ “สำนักข่าวรอยเตอร์” เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 ในทำนองที่ว่า สมาชิกในค่ายพรรครีพับลิกัน 60% เห็นด้วยกับนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ แถมชาวอเมริกันที่เป็นฐานเสียงผู้นิยมชมชอบสังกัดอยู่ในพรรครีพับลิกันทั่วประเทศ 60% ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการน้ำมันจากเวเนซุเอลา ส่วนนักการเมืองของพรรคเดโมแครตกลับเห็นต่าง โดย 63% ต่อต้านไม่เห็นด้วยต่อปฏิบัติการทางด้านทหาร โดยพวกเขาออกมาโจมตีในทำนองที่ว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการน้ำมัน” โดยมีชาวอเมริกันฐานเสียงสังกัดพรรคเดโมแครตก็เห็นพ้องกับข้อคิดเห็นในทิศทางเดียวกันกับนักการเมืองในสภาคองเกรส ส่วน “ประธานสภา ไมค์ จอห์นสัน” แน่นอนว่าเขาออกมาแสดงความคิดเห็นสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วน “วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์” ผู้นำของพรรคเดโมแครต คิดเห็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยเขาได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและโจมตีอย่างรุนแรงว่า “การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจโค่นล้มรัฐบาลของเวเนซุเอลาภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ถือเป็นการกระทำที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง”

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นหลังจากที่ “ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร” พร้อมด้วยภรรยาถูกจับกุมและนำตัวส่งไปยังกรุงนิวยอร์ก จนมีผลทำให้อนาคตของเขาไม่มีความแน่นอน โดยมีประเด็นใหญ่ๆ แพร่กระจายในทำนองที่ว่า เขาอาจจะถูกจำคุกตลอดชีวิต อีกทั้งการที่ทหารของสหรัฐฯ เข้าไปควบคุมสถานการณ์ในเวเนซุเอลา มองๆ ไปแล้วก็ไม่มีความแน่นอนว่า จะสามารถปฏิบัติการได้ยาวนานเพียงใด แต่น่าแปลกที่กลับปรากฏให้เห็นว่าชาวเวเนซุเอลาถึง 98% มีความรู้สึกพึงพอใจในการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” เข้าไปโค่นล้มอำนาจในระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ส่วนปัญหาด้านความยากจน ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่วนใหญ่แล้วชาวเวเนซุเอลาจะทำใจยอมรับ ซึ่งอาจจะมาจากความด้อยโอกาสและรากเหง้าของคอร์รัปชันฝังรากลึกจนยากที่จะแก้ไขละครับ.