ศาลฎีกาสหรัฐฯ เลื่อนชี้ชะตาคดีภาษี ‘ทรัมป์’ นัดฟังคำตัดสิน 14 ม.ค. จับตาผลสะเทือนเศรษฐกิจโลก
เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลฎีกาสหรัฐฯ เตรียมออกคำตัดสินในคดีสำคัญหลายคดีในวันที่ 14 มกราคมนี้ รวมถึงคดีท้าทายความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ ซึ่งถูกจับตาว่าอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก
ศาลฎีกาสหรัฐฯ ระบุผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าอาจมีการประกาศคำตัดสินในคดีที่มีการโต้แย้งกัน เมื่อผู้พิพากษาขึ้นบัลลังก์ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม ศาลจะไม่ประกาศล่วงหน้าว่าคดีใดจะได้รับการพิจารณาหรือมีคำวินิจฉัยออกมา
รายงานระบุว่า การท้าทายมาตรการภาษีของทรัมป์ถือเป็นบททดสอบสำคัญของขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร และท่าทีของศาลฎีกาที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างกว้างขวางของประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งในเดือนมกราคม 2025 โดยผลการตัดสินมีแนวโน้มส่งผลต่อการค้าและระบบเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
ในการไต่สวนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้พิพากษาทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายเสรีนิยมต่างตั้งข้อสงสัยต่อความเหมาะสมในการนำกฎหมายปี 1977 ซึ่งออกแบบมาใช้ในกรณีฉุกเฉินระดับชาติ มาใช้เป็นฐานอำนาจในการกำหนดภาษีนำเข้าในภาวะการค้าปกติ ขณะที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลชั้นต้น ซึ่งระบุว่าเขาใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยย้ำว่า มาตรการภาษีนำเข้าช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับสหรัฐฯ โดยโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 2 มกราคม ระบุว่า หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยคัดค้านมาตรการดังกล่าว จะเป็น “ความพ่ายแพ้ที่รุนแรง” ต่อประเทศ
ทั้งนี้ ทรัมป์อ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรแบบตอบโต้กับประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ โดยให้เหตุผลเรื่องการขาดดุลการค้า และยังใช้กฎหมายเดียวกันนี้ในการกำหนดภาษีกับจีน แคนาดา และเม็กซิโก โดยอ้างภัยคุกคามจากการลักลอบนำยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ
คดีดังกล่าวถูกยื่นฟ้องโดยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากร ร่วมกับ 12 รัฐของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรัฐที่ปกครองโดยพรรคเดโมแครต ขณะที่ฝ่ายทำเนียบขาวยืนยันว่ามีการเตรียม “เครื่องมือทางเลือก” รองรับไว้แล้ว หากคำตัดสินของศาลออกมาในทางลบต่อรัฐบาล
นอกจากนี้ ศาลฎีกาสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม 6 ต่อ 3 เสียง ยังมีคดีสำคัญอื่นที่รอการตัดสิน เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสิทธิการเลือกตั้งปี 1965 และคดีเกี่ยวกับกฎหมายของรัฐโคโลราโดที่ห้ามการทำจิตบำบัดเพื่อเปลี่ยนรสนิยมทางเพศในกลุ่มเยาวชน LGBT ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่อาจส่งผลต่อสังคมและการเมืองสหรัฐฯ ในวงกว้าง








