คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
เนื่องจากขณะนี้การเมืองของแต่ละประเทศบนโลกกำลังขาดเสถียรภาพ ด้านเศรษฐกิจกำลังเกิดปั่นป่วน แถมยังมีปัญหาสังคมตามมาอย่างมากมาย โดยสื่อทางโลกมีเดียก็ดูเหมือนว่า จะขาดซึ่งความรับผิดชอบ ปล่อยแต่ข่าวปลอมหรือข่าวเท็จทุกเมื่อเชื่อวัน จึงเป็นเหตุทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจต่อกันเพิ่มทวีคูณ
การที่กำลังเกิดสงครามทั้งขนาดเล็กและสงครามครั้งใหญ่ทั่วโลกในปัจจุบันมากถึง 150 แห่ง และเมื่อลองรวบรวมเอางบประมาณของกระทรวงกลาโหมทั่วโลกมารวมกันแล้วจะมีมากถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว!!!
ดังนั้นจึงเป็นผลทำให้ในแต่ละประเทศจำต้องตั้งงบประมาณด้านการทหารสูงมากเป็นอันดับหนึ่ง
อาทิเช่น งบประมาณกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯในปีค.ศ. 2024 มีมากถึง 997 พันล้านดอลลาร์ ส่วนงบประมาณด้านการทหารของจีน เมื่อปีค.ศ. 2024 มีอยู่ที่ 314 พันล้านดอลลาร์ และงบประมาณด้านการทหารของรัสเซีย เมื่อปีค.ศ.2024 ก็มีอยู่ที่ 149 พันล้านดอลลาร์
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าประเทศเยอรมัน มีงบประมาณด้านการทหารสูงเป็นอันดับสี่อยู่ที่ 88.5 พันล้านดอลลาร์ โดยอันดับห้าก็คือ อินเดีย ซึ่งมีงบประมาณทหารสูงอยู่ที่ 86.1 พันล้านดอลลาร์
และเนื่องจากขณะนี้ธุรกิจด้านการผลิตและด้านการขายอาวุธสงครามกลายเป็นสินค้าที่สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่จะเห็นว่าในแต่ละประเทศที่มีรากฐานด้านการผลิตต่างก็เอาอาวุธสงครามออกมานำเสนอเป็นสินค้าขาออกกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ยกตัวอย่างอาทิเช่น สหรัฐอเมริกาขณะนี้กำลังครองตลาดทางด้านอาวุธสงคราม ที่สหรัฐฯมีการส่งออกมากถึง 43% รองลงมาก็คือฝรั่งเศสครองตลาดอยู่ที่ 9.6% โดยรัสเซียเป็นอับดับสาม มีการส่งออกอาวุธสงครามอยู่ที่ 7.8% อันดับสี่ก็คือ จีน มีการส่งออกอยู่ที่ 5.9% อันดับห้าได้แก่ เยอรมันมีการส่งออกอยู่ที่ 5.6%
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าประเทศเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศยักษ์ใหญ่มหาอำนาจแทบทั้งสิ้น และเมื่อลองรวมทั้ง 5 ประเทศแรกเหล่านี้กันแล้ว จะมีตัวเลขการส่งออกอาวุธสงครามมากถึง 75% เลยทีเดียว
อนึ่ง “อดีตประธานาธิบดีดไวด์ ไอเซนฮาวร์” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในสงครามเย็น โดยเขาได้กล่าวถึงความสัมพันธ์เหล่านี้เอาไว้ในหัวข้อ “Military-Industrial Complex”
ในช่วงกล่าวอำลาตำแหน่งเมื่อ 65 ปีก่อนนี้ว่า “กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมทางด้านอาวุธ มีความเชื่อมโยงทั้งกับทหาร ทั้งโยงเหมือนใยแมลงมุมกับองค์การของภาครัฐ เชื่อมโยงทั้งกับธุรกิจการค้า กับสถาบันค้นคว้าวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างๆ แถมยังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบรรดานักการเมือง รวมไปถึงกับคนกลางของการขายอาวุธสงครามอีกด้วย
อีกทั้งประธานาธิบดีไฮเซนฮาวร์ ยังได้กล่าวเตือน ต่อไปอีกว่า “ชาวอเมริกันกำลังถูกปลูกฝังให้อยู่ภายใต้ข้อมูลที่มีความผิดเพี้ยน เพื่อเอื้ออำนวยในการใช้อำนาจในทางที่ผิดๆ”
ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯที่มีกับมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆของสหรัฐฯ นับว่ามีความใกล้ชิดเรื่อยมาตั้งแต่สหรัฐฯเริ่มก่อตั้งประเทศด้วยซ้ำไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหรัฐฯได้รับความช่วยเหลือด้านเงินทุนวิจัยจำนวนมหาศาลจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมาโดยตลอด
ที่ผ่านมาการที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมอบเงินสนับสนุนการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เนื่องจากมีเป้าหมายที่ต้องการจะพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี และยังต้องการเพิ่มพูนศักยภาพการเรียนรู้ทางด้านความมั่นคงและด้านการป้องกันประเทศที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
อนึ่งโครงสร้างพื้นฐานระหว่างรัฐบาลกลางกับมหาวิทยาลัยต่างๆของสหรัฐฯทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีมาอย่างยาวนาน ที่ถือเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาประเทศ และตั้งแต่ทศวรรษที่ 2020 เป็นต้นมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิเช่น ด้านคอมพิวเตอร์ควอนตัม ด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยี
ด้านความเร็วเหนือเสียง ฯลฯ
อนึ่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ 6 สถาบันที่ได้รับทุนช่วยเหลือจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมีได้แก่ MIT, Stanford, Johns Hopkins, UC Berkey, Georgia Tech และ University of Michiganและยังมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงกลาโหม ก็มีมากกว่าหนึ่งร้อยสถาบันด้วยเช่นกัน อาทิเช่น มหาวิทยาลัยเพอร์ดู, มหาวิทยาลัยเปปเปอร์ไดน์ ,มหาวิทยาลัยยูทาห์, มหาวิทยาลัยวีเบอร์เสตท และ มหาวิทยาลัยบริคแฮม ยัง เป็นต้น
ส่วนบริษัทขายอาวุธยักษ์ใหญ่ของอเมริกัน 5 แห่ง อันได้แก่ Lockheed Martin, RTX (เมื่อก่อนเคยใช้ชื่อว่า Raytheon) Northrop Grumman, General Dynamics และ Boeing นับว่าบริษัทขายอาวุธสงครามทั้งห้าแห่งนี้ก็เข้าไปมีบทบาทสำคัญทางด้านการกำหนดนโยบายต่างประเทศอีกด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมายังมีการรายงานออกมาในทำนองที่ว่า บรรดาบริษัทขายอาวุธสงครามยักษ์ใหญ่เหล่านี้ สามารถทำกำไรได้อย่างมากมายมหาศาล อาทิเช่น “บริษัท Lockheed Martin” สามารถทำรายได้ในปีค.ศ. 2024 มากถึง 71.04 พันล้านดอลาร์ ที่เพิ่มสูง 5% มากกว่าปีค.ศ. 2023 และรายได้ของ “บริษัท RTX”เมื่อปีค.ศ. 2024 มีอยู่ที่ 86 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มสูงขึ้นถึง 17.15% ส่วนรายได้ของ “บริษัท Northrop Grummman” เมื่อปี 2024 มีรายได้ 41.03 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มมากกว่าปี 2023 อยู่ 4.44% เป็นต้น
เมื่อวิเคราะห์กันดูแล้วจะเห็นได้ค่อนข้างเด่นชัดเลยว่า รายได้ของบริษัทค้าอาวุธสงครามยักษ์ใหญ่เหล่านี้ สามารถทำผลกำไรในแต่ละปีได้มากกว่างบประมาณประจำปีของประเทศต่างๆหลายๆประเทศด้วยซ้ำไป!!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นบริษัทค้าอาวุธสงครามยักษ์ใหญ่ทั้ง 5 บริษัทของสหรัฐฯนับได้ว่ามีบทบาทสำคัญในการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกเป็นอย่างสูง ทั้งยังรวมไปถึงบรรดานักการเมืองของสภาคองเกรส ที่มีส่วนเข้าไปร่วมในการกำหนดทิศทางของสงครามทั่วโลก แถมยังตามติดมาด้วยพ่อค้าคนกลางที่เข้าไปเป็นฝ่ายร่วมผลักดันเจรจาล็อบบี้ให้สหรัฐฯทุ่มเงินใช้จ่ายด้านงบประมาณให้แก่กระทรวงกลาโหมอีกด้วย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า “อาวุธสงคราม”กำลังเป็นธุรกิจที่แสนจะเฟื่องฟู ในยามที่โลกกำลังขาดแคลนซึ่งสันติภาพ ที่เราสมควรจะดีใจหรือเสียใจกันดีละครับ








