คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
แทบไม่น่าเชื่อว่า ตามสถิติของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเมื่อเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2024 ว่า มีชาวอเมริกันตัดสินใจอพยพไปอาศัยอยู่ตามประเทศต่าง ๆ กว่า $5.5$ ล้านคนเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องค่าครองชีพสูงในสหรัฐอเมริกา ก็มิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่ดูเหมือนว่าระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา ค่าครองชีพของชาวอเมริกันเพิ่มสูงขึ้นทวีคูณ นับตั้งแต่ข้าวของที่ใช้อุปโภคบริโภค ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมไปถึงที่อยู่อาศัยอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาสูงแพงลิบลิ่ว!!!
เพราะฉะนั้นชาวอเมริกันที่เกษียณอายุจากการทำงานและพึ่งเพียงรายได้จากเงินเกษียณ ที่แม้จะกระเบียดกระเสียรอย่างไร ก็แทบจะชักหน้าไม่ถึงหลัง จึงเป็นสาเหตุทำให้ชาวอเมริกันต้องหาทางออกเพื่อความอยู่รอด โดยพวกเขามักจะตัดสินใจอพยพโยกย้ายไปพำนักอาศัยอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ที่มีค่าครองชีพที่ถูกกว่า ที่ผ่านมาต้องไม่ลืมในเรื่องที่ว่า หากชาวอเมริกันขาดรายได้เพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น พวกเขาก็จะไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป ดังจะเห็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงชัตดาวน์ (Shutdown) ที่เกิดขึ้นเพียง $43$ วัน ระหว่างเดือนตุลาคม จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่เพิ่งผ่านมานี้
ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่ชาวอเมริกันมักจะอพยพไปพำนักอาศัย อันดับหนึ่งก็คือเม็กซิโก อันดับสองแคนาดา อันดับสามอังกฤษ อันดับสี่อิสราเอล อันดับห้าเยอรมนี อันดับหกเกาหลีใต้ อันดับเจ็ดฝรั่งเศส อันดับแปดญี่ปุ่น และอันดับเก้าก็คือ ประเทศสเปนนั่นเอง
สำหรับประเทศไทยของเรา กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีชาวอเมริกันเข้ามาพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยราว ๆ $30,000$ คน และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ที่ผมเคยได้สัมผัสพูดคุยกับชาวอเมริกันที่เข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่า $50$ ปี ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาต่างตั้งใจที่จะตั้งรกรากลงหลักปักฐานอยู่ในประเทศไทยอย่างถาวรเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องที่คนอเมริกันส่วนใหญ่มักจะโยกย้ายถิ่นฐานไปพำนักอาศัยอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก ก็อาจจะเป็นเพราะว่า สหรัฐอเมริกาทางตอนใต้มีเขตพรมแดนเชื่อมต่อกับประเทศเม็กซิโก จนได้กลายเป็นที่นิยมของชาวอเมริกันมากที่สุด อีกทั้งในขณะที่ค่าครองชีพของสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ จึงไม่แปลกที่เม็กซิโกจะกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่ชาวอเมริกันต้องการจะโยกย้ายหนีราคาข้าวของที่แพงหูฉี่!!!
และเนื่องจากเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ และยังมีวัฒนธรรมคล้าย ๆ กับสหรัฐอเมริกา อีกทั้งค่าครองชีพยังต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาหลายเท่าตัว เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่คนอเมริกันผู้สูงวัยที่ดำรงชีพด้วยเงินเกษียณจะนิยมอพยพไปพำนักอาศัยอยู่ในเม็กซิโก และอย่าลืมว่าสิ้นปีนี้ชาวอเมริกันกว่า $21$ ล้านคน อาจจะต้องเสียค่าอินชัวรันส์ (ประกันสุขภาพ) เพิ่มสูงขึ้นถึง $200$ ดอลลาร์ ซึ่งแน่นอนว่าชาวอเมริกันผู้สูงวัยที่จะต้องพึ่งรายได้จากเงินเกษียณอาจจะมีปัญหาที่จะจ่ายสวัสดิการด้านสุขภาพอีกด้วย
อนึ่งที่ผ่านมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ตอนที่เกิดสถานการณ์ชัตดาวน์ โดยขณะนั้นแกนนำของพรรครีพับลิกันออกมาเอ่ยปากให้คำสัญญาต่อแกนนำของพรรคเดโมแครตว่า “จะต่อโปรแกรมสวัสดิการสุขภาพให้” โดยแกนนำของพรรคเดโมแครตแปดคนที่เข้าไปร่วมเจรจากับบรรดาวุฒิสมาชิกแกนนำของพรรครีพับลิกันหลงเชื่อยินยอมยกมือให้การชัตดาวน์ยุติลง แต่กลับปรากฏว่า คำมั่นสัญญาที่วุฒิสมาชิกในค่ายพรรครีพับลิกันเคยให้ไว้นั้น เป็นแค่เพียงลมปาก มิมีสิ่งใดผูกมัด เพราะฉะนั้นคำสัญญาดังกล่าวจึงถูกพัดพาจนจางหายไปกับสายลม!!!
ทั้งนี้กลเม็ดขี้จุ๊บวกกับขี้หกในครั้งนี้ดูเหมือนว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จะเป็นผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง และหากจะลองส่องดูแนวโน้มของการเลือกตั้งกลางสมัยที่จะเกิดขึ้นในวันที่ $3$ พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2026 หน้านี้ ปรากฏให้เห็นว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสที่จะเข้าไปนั่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรที่มีผู้แทนราษฎรทั้งหมดทั้งสิ้นอยู่ที่ $435$ คน ที่ส.ส.ทั้ง $435$ คนนี้จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่หมด แถมขณะนี้สำนักหยั่งเสียงทุก ๆ แห่งต่างก็ออกมาเปิดเผยในทำนองเดียวกันว่า โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะเข้าไปนั่งครองเสียงข้างมากก็มีค่อนข้างสูง เนื่องจากขณะนี้พรรครีพับลิกันนั่งคุมเสียงมากอยู่ในวุฒิสภาด้วยคะแนน $53$ เสียงต่อ $47$ เสียง เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยากที่พรรคเดโมแครตสามารถจะช่วงชิงไปนั่งคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาในการเลือกตั้งกลางสมัยปีหน้า แต่อย่างไรก็ตามเพียงแค่พรรคเดโมแครตสามารถเข้าไปนั่งคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ก็ย่อมจะสร้างความเจ็บปวดให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรรคเดโมแครตพยายามที่จะหาทางปลดให้เขาต้องกระเด็นออกจากตำแหน่ง!!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการที่มหาอำนาจยักษ์ใหญ่ระดับโลกเยี่ยงสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถจะสร้างความเชื่อมั่นทั้งในด้านค่าครองชีพ และในด้านความเป็นอยู่ รวมไปถึงการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนชาวอเมริกัน จนมีผลทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน บ้านพ่อ เมืองแม่ โยกย้ายไปอยู่ตามประเทศต่าง ๆ แน่นอนว่าย่อมจะสร้างภาพพจน์ด้านลบและยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ นับได้ว่าขณะนี้สหรัฐฯกำลังสูญเสียบุคลากร ที่ถือได้ว่ามันสมองของสหรัฐฯกำลังไหลออกนอกประเทศ ที่ต่อไปภายภาคหน้าอาจจะสร้างวิกฤตในประเทศอีกด้วยละครับ








