ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดในวันนี้ (7 พฤศจิกายน) ในแดนลบ โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงอย่างหนักของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวานนี้ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่อาจสูงเกินจริงของกลุ่มธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับโครงสร้างแรงงานที่ได้รับผลกระทบ
หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีด้าน AI รายใหญ่ในสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลงเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาดโดยรวม โดยหุ้นที่ร่วงหนักที่สุด ได้แก่ Nvidia, Microsoft, Palantir Technologies, Broadcom และ Advanced Micro Devices ส่งผลให้ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นถึง 10.11% สู่ระดับ 19.83 ณ เวลา 23.23 น. ตามเวลาไทยเมื่อวานนี้ (6 พฤศจิกายน) ซึ่งถือเป็นระดับที่บ่งชี้ถึงความวิตกและความผันผวนในตลาด นอกจากนี้ บริษัทที่ปรึกษาด้านการจ้างงาน Challenger, Gray & Christmas ยังเปิดเผยว่า การประกาศเลิกจ้างพนักงานของภาคเอกชนในสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมพุ่งสูงขึ้นถึง 183% จากเดือนกันยายน หรือรวม 153,074 ตำแหน่ง เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ เร่งปรับโครงสร้างพนักงานให้สอดคล้องกับยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโต
ขณะเดียวกัน บรรดานักลงทุนในเอเชียต่างเฝ้าจับตาข้อมูลการค้าของจีนประจำเดือนตุลาคม ซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ยอดส่งออกของจีนอาจเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากที่เพิ่มขึ้น 8.3% ในเดือนกันยายน ขณะที่ยอดนำเข้าอาจเพิ่มขึ้น 3.2% ชะลอลงจากระดับ 7.4% ในส่วนของญี่ปุ่น มีรายงานจากแหล่งข่าวรัฐบาลในวันนี้ (7 พฤศจิกายน) ว่า จีนได้กลับมานำเข้าสินค้าทะเลจากญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังจากยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าที่ประกาศใช้มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 ภายหลังจากที่ญี่ปุ่นทำการปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่ทะเล โดยระบุว่าหอยเชลล์แช่แข็งจากฮอกไกโดได้ถูกส่งออกไปยังจีนแล้ว ถือเป็นการจัดส่งสินค้าทางทะเลจากญี่ปุ่นไปจีนครั้งแรก นับตั้งแต่จีนยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าทั้งหมดในเดือนมิถุนายน และเริ่มดำเนินขั้นตอนทางศุลกากรอีกครั้ง
ประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (6 พฤศจิกายน) ว่า เขาจะพิจารณาแผนสำรอง หากศาลฎีกาตัดสินไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ใช้กับสินค้านำเข้าจากเกือบทุกประเทศ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า "เราคิดว่า เมื่อวานนี้เราทำได้ดีมาก" หลังจากที่บรรดาผู้พิพากษาศาลฎีกาแสดงความสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสองหลัก ซึ่งทรัมป์ระบุว่าจำเป็นต่อการปกป้องความมั่นคงของประเทศ ในขณะเดียวกัน แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อวานนี้ (6 พฤศจิกายน) ว่าจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในปีหน้า และจะอำลาตำแหน่งสมาชิกสภาคองเกรสเมื่อสิ้นสุดวาระปัจจุบัน เพโลซี วัย 85 ปี เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจำรัฐแคลิฟอร์เนียตั้งแต่ปี 2530 และดำรงตำแหน่งผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรระหว่างปี 2546-2550 รวมถึงดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย
ด้านนโยบายการเงิน ออสตัน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวว่า เขามีความลังเลที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อไป เนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ทำให้ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่สำคัญ แม้กูลส์บีจะเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่เฟดที่สนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า เขามีความกังวลต่อการขาดข้อมูลราคาที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อโดยทั่วไปเริ่มกลับมาสูงขึ้นในระยะนี้ ส่วนทางกับ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ซึ่งมีมติด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 4.00% ในการประชุมเมื่อวานนี้ (6 พฤศจิกายน) สวนทางกับการคาดการณ์ของตลาดที่ว่า BoE จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25%
ข้อมูลและเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญในวันนี้ (7 พฤศจิกายน) มีดังนี้:
ญี่ปุ่น เปิดเผยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือนกันยายน
จีน เปิดเผยยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนตุลาคม รวมถึงทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเดือนตุลาคม
เยอรมนี เปิดเผยยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนกันยายน
ฝรั่งเศส เปิดเผยยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนกันยายน
สหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนพฤศจิกายนจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน, การคาดการณ์เงินเฟ้อเดือนตุลาคม และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนตุลาคม
#หุ้นเอเชีย #ตลาดหุ้นวันนี้ #AI #Nvidia #ทรัมป์ #เฟด #BoE #ข่าวเศรษฐกิจโลก #การค้าจีน #หุ้นวันนี้








