วันที่ 4 ส.ค. 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายแวรุสลัน มะสา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายผดุงศักดิ์ สรุจิกำจรวัฒนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และนางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานกรรมการ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินการจัดประโยชน์พื้นที่บริเวณย่านสถานีรถไฟธนบุรี ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ณ พื้นที่ย่านสถานีธนบุรี กรุงเทพมหานคร
นายสรรเพชญ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายยกระดับการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสนับสนุนบริการสาธารณะและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งพื้นที่ย่านสถานีธนบุรี มีเนื้อที่รวมประมาณ 148 ไร่ ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อระบบรางหลายสาย ทั้งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่เปิดให้บริการแล้ว รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีส้มและรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อีกทั้งยังอยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราช ศูนย์การแพทย์ชั้นนำของประเทศ จึงมีศักยภาพอย่างยิ่งในการศึกษาพัฒนาเป็น “เมืองแห่งการแพทย์” (Medical District) เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบบริการสาธารณสุข การวิจัย และนวัตกรรมทางการแพทย์ในอนาคต
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เป้าหมายของการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ ไม่ใช่เพียงการพัฒนาที่ดินของรัฐ แต่คือการสร้างระบบนิเวศด้านการแพทย์ที่ครบวงจร เพื่อเพิ่มศักยภาพการรักษาพยาบาลของประเทศ รองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และญาติผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลของประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการติดตามศักยภาพของพื้นที่ รับฟังข้อจำกัดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำหนดทิศทางการพัฒนาในภาพรวม โดยได้มอบนโยบายให้ SRTA ดำเนินการใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ศึกษาและพัฒนาโครงการให้สามารถสนับสนุนระบบบริการทางการแพทย์ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์สูงสุดจากทรัพย์สินของรัฐ และสร้างรายได้กลับคืนสู่การรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างเหมาะสม
2. บูรณาการความร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราชและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกแบบพื้นที่ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของระบบสาธารณสุข และรองรับการขยายตัวของบริการทางการแพทย์ในอนาคต
3. ศึกษาความเหมาะสมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ผลกระทบด้านสังคม รวมถึงผลกระทบต่อพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวน 318 ครัวเรือน และชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาเกิดความสมดุลและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน
สำหรับแนวคิดเบื้องต้นของ SRTA คือการร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราช พัฒนาพื้นที่ระยะแรกประมาณ 22 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์และการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ประกอบด้วยศูนย์สนับสนุนการแพทย์ อาคารที่พักสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ที่พักผู้ป่วยพักฟื้นและญาติผู้ป่วย พื้นที่นวัตกรรมสุขภาพ พื้นที่สีเขียวเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ และพื้นที่บริการที่สนับสนุนกิจกรรมด้านการแพทย์ ซึ่งทั้งหมดได้รับการออกแบบเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการรักษาพยาบาลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ภายหลังการลงพื้นที่ กระทรวงคมนาคมจะมอบหมายให้ SRTA ร่วมกับโรงพยาบาลศิริราชและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงแนวคิดการพัฒนาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนดำเนินการศึกษารายละเอียดโครงการในทุกมิติ ทั้งด้านการออกแบบ การลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การจราจร ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย
นายสรรเพชญ กล่าวย้ำว่า แนวคิดการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ ไม่ใช่โครงการเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นการพัฒนาพื้นที่ของรัฐให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ของประเทศ โดยโรงพยาบาลศิริราชในฐานะสถาบันการแพทย์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับพื้นที่ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดแนวทางการพัฒนา เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ ชุมชนโดยรอบ รวมถึงช่วยยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาค
ทั้งนี้ โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา จึงยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดการใช้ประโยชน์พื้นที่ในแต่ละส่วน หากมีการดำเนินโครงการ จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน จัดทำมาตรการรองรับผลกระทบ และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้พักอาศัยเดิม ชุมชนโดยรอบ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับความถูกต้องของกระบวนการมากกว่าการเร่งรัดระยะเวลา เพราะการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ที่มีความสำคัญต่อประเทศในระยะยาว เมื่อผลการศึกษามีความชัดเจนและได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว กระทรวงคมนาคมจะแจ้งรายละเอียดของโครงการและกรอบการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบในลำดับต่อไป








