วันที่ 11 มิถุนายน 2569 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) เปิดเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โครงการ TH-AI Passport ภายในงานจะมีทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วม โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงานราว 300 คน
สำหรับเวทีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเปิดเผยข้อมูลและตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport โดยผู้แทนจากกระทรวงดีอีในฐานะเจ้าของโครงการ รวมถึงภาคเอกชนคู่สัญญา และตัวแทนจาก Microsoft ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบและโมเดล AI บางส่วน ได้ร่วมชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการ ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้ตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยตรง
เนื่องจากโครงการดังกล่าวยังมีประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตหลายด้าน ทั้งความจำเป็นของการดำเนินโครงการ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน กลุ่มเป้าหมายจำนวน 5 ล้านคน ตลอดจนงบประมาณ 1621 ล้านบาทที่ใช้ดำเนินการ รวมถึงรายละเอียดว่ากลุ่มเป้าหมายดังกล่าวประกอบด้วยใครบ้าง และมีกระบวนการดำเนินงานอย่างไร
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงถึงความจำเป็นทำไมจะต้องมีโครงการ “TH-AI Passport” ว่า ประเทศไทยใช้ AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และกำลังถูกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ทิ้งห่างอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งที่ทางกระทรวงฯ มองเห็นคือ ไทยต้องเร่งขับเคลื่อนจุดนี้ เราเห็นความแตกต่างการใช้ AI ระหว่างเมืองกับภูมิภาคอยู่มาก ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือนักเรียน นักศึกษา, บุคลากรต่างๆ และประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ส่วนข้อสงสัยที่ทำไมมีการใช้เลือกใช้งบกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) กว่า 1,600 ล้านบาท เนื่องจากทำให้เกิดความรวดเร็ว ซึ่งงบประมาณส่วนนี้เมื่อสิ้นปีงบประมาณไม่ต้องส่งเงินกลับ จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ประโยชน์ให้ประชาชน การดำเนินการทุกอย่างมีกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างในการควบคุม ยืนยันว่าไม่มีการล็อกสเปกหรือฮั้วการประมูลอย่างแน่นอน กระบวนการทั้งหมดดำเนินการตามขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตามปกติ
“ตัวเลขการจัดอันดับด้าน AI ของไทยในระดับนานาชาติและระดับอาเซียนยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระทรวงนำมาพิจารณาในการออกแบบโครงการ เพื่อหาทางยกระดับศักยภาพด้าน AI ของประเทศในภาพรวม ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาทักษะกำลังคน หรือการ Upskill และ Reskill ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีโครงการที่สามารถเข้าถึงประชาชนจำนวนมากได้ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้จะมีการดำเนินโครงการเฉพาะกลุ่มอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้มากนัก
ดังนั้นจึงต้องออกแบบโครงการที่ครอบคลุมประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงพิจารณาจากศักยภาพของกองทุนเพื่อการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีวงเงินคงเหลืออยู่ประมาณ 1,800-1,900 ล้านบาท จึงเห็นว่าสามารถนำมาใช้ดำเนินโครงการขนาดใหญ่เพื่อสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ให้กับประชาชนในวงกว้างได้”
ด้านตัวแทนรับสัญญา ชี้แจงว่า เมื่อนำงบประมาณทั้งหมดของโครงการฯ มาหารเฉลี่ยกับจำนวนสิทธิที่จะแจกให้ประชาชน 5,000,000 คน จะพบว่ามีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 324 บาท/คน/ปี หรือถ้าคิดเป็นรายเดือน ก็จะตกอยู่ที่เดือนละประมาณ 27.50 บาท/คน ซึ่งจะสามารถใช้ AI จากผู้ให้บริการชั้นนำ 14 ค่าย รวมกว่า 31 โมเดล
สำหรับเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ตัวแทนจากไมโครซอฟต์ ยืนยันว่า ข้อมูลจะมีความปลอดภัยและมีการปกปิดตัวตนของเจ้าของข้อมูล แม้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเป็นเจ้าของข้อมูล แต่ข้อมูลจะถูกทำให้เป็นนิรนามเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่สามารถระบุตัวตนหรือย้อนกลับไป รวมถึงผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานไป Gen AI ต่อได้อย่างแน่นอน โดยข้อมูล User และ Prompt จะจัดเก็บบน Cloud ภายในประเทศไทย และเข้าถึงได้เฉพาะในรูปแบบ Anonymous เท่านั้น ส่วนการ Verify ID ใช้เพื่อยืนยันสิทธิ์การใช้งานสำหรับคนไทย โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่เจ้าของโมเดล AI
ขณะที่ นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จี้ถามนายไชยชนก ว่ารู้จักและมีความสนิทสนมกับกลุ่มบริษัทหรือผู้รับเหมาหรือไม่ โดย นายไชยชนก กล่าวยอมรับว่า "รู้จัก แต่ก็รู้จักหลายคนมากในประเทศนี้ เพราะก่อนจะมาทำงานตรงนี้ก็เคยผ่านงานในภาคเอกชนมา ดังนั้น หากจะไม่รู้จักคนที่จะชนะการประมูลงานสักคนเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ยืนยันว่า ตนไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องแน่นอน"








