ข้อมูลจากการติดตามและวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์เกี่ยวกับบุหรี่ผิดกฎหมายในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2568 โดยสมาคมการค้ายาสูบไทย พบโพสต์ที่เกี่ยวกับการซื้อขายมากกว่า 1,240 โพสต์ โดยส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาจากฝั่งผู้ขาย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปลายปี สะท้อนว่าตลาดดังกล่าวยังคงขยายตัว แม้ภาครัฐจะเดินหน้าปราบปรามมาอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าสนใจคือ “พื้นที่ซื้อขาย” กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่อาศัยแพลตฟอร์มเปิดอย่าง X (Twitter) หรือหน้าเพจสาธารณะ กลายเป็นการรวมตัวใน Facebook Groups และกลุ่มปิด สร้างชุมชนออนไลน์ที่สมาชิกจะมีความคุ้นเคย และเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจจับของแพลตฟอร์ม จนเกิดเป็น “ระบบนิเวศการค้าผิดกฎหมาย” ที่มีความแข็งแรง กระตุ้นให้เกิดการค้าอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้พฤติกรรมของผู้ค้าบุหรี่ผิดกฎหมายในปัจจุบันมีการยกระดับกลยุทธ์ มีการนำระบบ “เก็บเงินปลายทาง” มาใช้เพื่อลดความกังวลของผู้ซื้อที่เกรงว่าจะถูกหลอกลวง และสร้างความเชื่อมั่นว่าเป็นร้านค้าที่มีตัวตนและพร้อมจัดส่งจริง
อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวลคือการใช้ข้อความระบุพื้นที่อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต สงขลา หรือพื้นที่สำคัญอื่น ๆ ยิ่งไปกว่านั้นบุหรี่ผิดกฎหมายยังมาในบริเวณมหาวิทยาลัย เป็นเทคนิคการตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Marketing) เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคเฉพาะพื้นที่
ความท้าทายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเรา ก็เริ่มมีการกังวลกับการขยายตัวของบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้ระบบแนะนำสมาชิก และกลุ่มลับเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐ ส่งผลให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะเยาวชน เผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพ
ส่งผลให้สภาควบคุมยาสูบมาเลเซียมีการเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐปรับกลยุทธ์การบังคับใช้กฎหมายจากการตรวจสอบร้านค้าทั่วไป ไปสู่มาตรการเชิงรุกในโลกดิจิทัล เช่น การเฝ้าระวังทางไซเบอร์ การปิดกั้นเว็บไซต์และกลุ่มผิดกฎหมาย ติดตามช่องทางการชำระเงินและการจัดส่งสินค้า พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและสถาบันการเงิน เพื่อสกัดเครือข่ายขายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย หน่วยงานที่ถูกจับตามองจึงไม่ได้มีเพียงกรมสรรพสามิต หรือกรมศุลกากรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็ตด้า) และ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่อาจต้องร่วมกันพัฒนามาตรการตรวจจับ เฝ้าระวัง และปิดกั้นช่องทางการซื้อขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ซึ่งประเทศไทยควรเร่งพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงข้อมูล (Data Monitoring) ที่สามารถติดตามคีย์เวิร์ด รูปแบบการสื่อสาร แนวโน้มการย้ายแพลตฟอร์ม และพฤติกรรมของเครือข่ายผู้ค้าได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ให้บริการชำระเงิน เพื่อเร่งตรวจสอบบัญชีที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย ลดการเข้าถึงของผู้ค้า และจำกัดช่องทางการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าผิดกฎหมาย
ดังนั้นหากไม่มีมาตรการรับมือที่เท่าทันพฤติกรรมใหม่ของผู้ค้า ความเสียหายอาจขยายวงกว้าง ทั้งในมิติรายได้ภาษีของรัฐ ผลกระทบต่อธุรกิจที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และความเสี่ยงที่เยาวชนจะเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบได้ง่ายขึ้นผ่านโลกออนไลน์
“ภาครัฐจะปรับตัวได้เร็วเพียงใด” ก่อนที่เครือข่ายเหล่านี้จะฝังรากลึกและกลายเป็นความท้าทายที่ยากต่อการควบคุมในอนาคต








