ปฏิเสธไม่ได้ว่า “Generative AI” ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว จากงานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมง เหลือเพียงไม่กี่นาที ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ สร้างภาพ สรุปข้อมูล หรือวิเคราะห์เบื้องต้น คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ “เราใช้ AI เป็นหรือยัง” แต่คือ “เราคิดทัน AI หรือไม่” และ “เราจะวางบทบาทตัวเองอย่างไรในโลกที่ AI คิดแทนได้มากขึ้น”
3 กับดักของ AI ที่คนทำงานต้องรู้ทัน
แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่หากใช้โดยขาดความเข้าใจ ก็อาจนำไปสู่ความผิดพลาดได้ง่าย โดยมี 3 กับดักสำคัญ ที่ต้องระวังหลักๆ ดังนี้
• ความเร็วที่แลกมาด้วยการหยุดคิด การพึ่งพา AI มากเกินไป อาจทำให้กระบวนการเรียนรู้และการตั้งคำถามลดลง จนกลายเป็นเพียง “ผู้รับคำตอบ” แทนที่จะเป็น “ผู้คิด”
• เชื่อ AI มากเกินไป AI ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ “ถูกต้องเสมอ” แต่บางครั้งอาจตอบในสิ่งที่ผู้ใช้ “อยากได้ยิน” หากไม่ใช้วิจารณญาณ อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด
• ข้อมูลดูน่าเชื่อถือ แต่ไม่จริง (AI Hallucination) AI สามารถสร้างคำตอบที่สละสลวย แต่ไม่มีแหล่งอ้างอิง หรือคลาดเคลื่อนจากความจริงได้ หากไม่ตรวจสอบ อาจเกิดความเสียหายตามมา
ความท้าทายของคนทำงานยุค AI จึงไม่ได้อยู่แค่การใช้เครื่องมือให้เป็นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรู้ว่า ดังนั้น เมื่อแปลงกับดักเหล่านี้มาเป็นพฤติกรรมการใช้งานจริง จะเห็นได้ว่ามี 4 เรื่องหลักที่คนทำงานควรเลี่ยงหรือระวัง ดังนี้
• ไม่ตรวจสอบข้อมูลต้นทาง แม้คำตอบจาก AI จะดูครบถ้วนและเรียบเรียงมาดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องทั้งหมดเสมอไป โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข ข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงเชิงวิชาการ หากไม่ตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลต้นทางก็อาจนำข้อมูลผิดไปใช้ต่อได้ง่าย
• ใช้คำตอบของ AI โดยไม่เช็กบริบท คำตอบที่ดูเหมาะสมในภาพรวม อาจไม่ได้เหมาะกับสถานการณ์จริงเสมอไป เพราะงานแต่ละชิ้นยังมีรายละเอียด น้ำเสียง และบริบทที่มนุษย์ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
• อย่าเลือกคำตอบที่เร็วและไหลลื่น แทนคำตอบที่ถูกและรอบด้าน จุดเด่นของ AI คือความรวดเร็ว แต่ในบางครั้งความเร็วก็ทำให้ผู้ใช้เผลอเชื่อใจคำตอบทันที โดยไม่ได้ตั้งคำถามต่อว่า ข้อมูลนั้นครบหรือไม่ หรือมีข้อจำกัดอะไรที่ควรพิจารณาเพิ่ม
• ปล่อยให้ AI คิดแทนทุกขั้นตอน จนตัวเองตั้งคำถามน้อยลง ในระยะยาวอาจกระทบต่อทักษะสำคัญของคนทำงาน เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ การชั่งน้ำหนักข้อมูล และการตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณ
AI Literacy: ภูมิคุ้มกันพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี
ทางออกสำคัญคือการมี AI Literacy หรือความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ AI เช่น รู้ว่า AI เรียนรู้จากข้อมูล (ซึ่งอาจมีอคติ) เข้าใจข้อจำกัดของ AI กล้าตั้งคำถามกับผลลัพธ์ และเมื่อขยับจากระดับบุคคลมาสู่ระดับองค์กร การใช้ Generative AI อย่างมีธรรมาภิบาลก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะไม่ว่าหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน ต่างควรสนับสนุนให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ AI ทั้งในด้านประโยชน์ ข้อจำกัด ความเสี่ยง และการใช้งานอย่างเหมาะสม
ในประเด็นนี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA โดยศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Center: AIGC) ได้เสนอแนวทางประยุกต์ใช้ Generative AI อย่างมีธรรมาภิบาลสำหรับองค์กร ครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. การทำความเข้าใจ Generative AI เพื่อปูพื้นฐานความรู้และคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องให้บุคลากรในองค์กรมีความเข้าใจตรงกัน
2. ประโยชน์และข้อจำกัดของ Generative AI เพื่อให้เห็นทั้งศักยภาพในการนำไปใช้งานจริงและข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมตัวอย่างการใช้งานที่น่าสนใจ
3. ความเสี่ยงของ Generative AI เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งาน รวมถึงแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร
4. แนวทางการนำ Generative AI มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง ทั้งในเชิงโครงสร้างและรูปแบบที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละองค์กร
5. ข้อพิจารณาสำหรับการประยุกต์ใช้ Generative AI อย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการควบคุมความเสี่ยง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ได้อาศัยเพียงความสามารถในการใช้งานเครื่องมือเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจเชิงระบบและความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งคนทำงานและองค์กรด้วย
บทบาทใหม่: จาก “ผู้ทำ” สู่ “ผู้กำกับ”
หากลองมองการทำงานเป็นเส้นทางเส้นหนึ่งที่มีทั้งจุดเริ่มต้น ระหว่างทาง และปลายทาง แม้วันนี้ AI จะเข้ามาช่วยให้หลายขั้นตอนเร็วขึ้นและง่ายขึ้น แต่ความจริงที่ยังไม่เปลี่ยนคือ บทบาทของคนยังคงสำคัญอยู่ในทุกช่วงของงาน ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การตั้งโจทย์ การเลือกและตรวจสอบข้อมูล ไปจนถึงการตัดสินใจและรับผิดชอบต่อผลลัพธ์สุดท้าย เพราะทั้งหมดนี้ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ “ลึกกว่า” และมีบริบทมากกว่า AI สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่ว่าคนสำคัญน้อยลง แต่คือ คนต้องขยับบทบาทขึ้นมาอีกระดับ จากเดิมที่เป็น “ผู้ลงมือทำ” ในทุกขั้นตอน สู่การเป็น “ผู้กำกับ” ที่มองภาพรวม ควบคุมทิศทาง และตัดสินใจในจุดสำคัญ
บทบาทของคนทำงานในยุค AI จึงต้องมองได้ชัดขึ้นครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ที่เชื่อมต่อกันตลอดกระบวนการทำงาน
• ผู้คิดเชิงกลยุทธ์และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ คนทำงานต้องเป็นผู้กำหนดทิศทาง วางกลยุทธ์ และสร้างแนวคิดใหม่ ๆ ที่ต่อยอดจากประสบการณ์จริง AI อาจช่วยระดมไอเดียหรือเสนอทางเลือกได้หลากหลาย แต่สุดท้ายแล้ว “การเลือก” ว่าอะไรใช่ ยังต้องมาจากมนุษย์ ดังนั้น AI ควรเป็นเพียง “คู่คิด” (Co-pilot) ที่ช่วยขยายความคิด ไม่ใช่ผู้ที่เข้ามาคิดแทนทั้งหมด
• ผู้ตรวจสอบความถูกต้องและจัดการข้อยกเว้น คนทำงานจึงต้องทำหน้าที่ “ตรวจงาน AI” คอยเช็กความถูกต้องของข้อมูล เทียบกับแหล่งอ้างอิง และดูว่าเหมาะกับบริบทจริงหรือไม่ รวมถึงรับมือกับกรณีเฉพาะหรือข้อผิดพลาดที่ AI ยังจัดการไม่ได้ ซึ่งต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
• ผู้ตัดสินใจและใช้วิจารณญาณ ในขั้นสุดท้ายของงาน ไม่ว่าข้อมูลจะครบแค่ไหน ก็ยังต้องมีคนตัดสินใจ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย สิทธิ ผลกระทบ หรือจริยธรรม ซึ่งมักไม่มีคำตอบเดียว และต้องมีคนรับผิดชอบต่อผลลัพธ์จริง ๆ บทบาทนี้จึงยังคงเป็นพื้นที่ของมนุษย์อย่างชัดเจน
• ผู้สื่อสารและเข้าใจความเป็นมนุษย์ มนุษย์ยังคงสำคัญในงานที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรอง การประสานงาน ความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจบริบทของสถานการณ์ รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
การจะปรับตัวไปสู่บทบาท “ผู้กำกับ AI” จึงไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการค่อย ๆ สร้างทักษะสำคัญและยกระดับวิธีคิดของคนทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่ ETDA ให้ความสำคัญมาโดยตลอดและได้พัฒนาองค์ความรู้ด้าน Digital Literacy และ AI Literacy ให้สอดคล้องกับบริบทของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน รวมถึงนักศึกษาที่กำลังก้าวสู่โลกการทำงาน ผ่านหลักสูตร EDC Plus ที่มุ่งส่งเสริมให้คนไทยใช้เทคโนโลยีได้อย่างรู้เท่าทัน สร้างสรรค์ และปลอดภัย เพื่อก้าวสู่การเป็น “พลเมืองดิจิทัล” ที่มีคุณภาพและมีความฉลาดทางดิจิทัลอย่างรอบด้าน
สำหรับผู้ที่ต้องการปูพื้นฐานความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ หลักสูตร EDC Plus ในรูปแบบ e-Learning (http://www.etda.or.th/th/edcplus) จึงเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้การเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและการทำงาน
นอกจากการต่อยอดองค์ความรู้ในระดับการเรียนรู้แล้ว ETDA ร่วมกับ TK Park ยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้นำความรู้ไปพัฒนาผ่านกิจกรรม “Awakening Digital Literacy Creator 2026 ปลุกพลังความคิด ส่งต่อความรู้ สู่สังคมดิจิทัล” ซึ่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปได้ร่วมออกแบบแคมเปญหรือกิจกรรมรณรงค์ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนสังคมดิจิทัลไทยให้ปลอดภัยและยั่งยืน
ผู้สนใจสามารถสมัครได้ทั้งแบบบุคคลเดี่ยวหรือทีม โดยเปิดรับสมัครถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ผู้ที่ชนะจะได้รับเงินรางวัลรวมกว่า 200,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ดูรายละเอียดหลักสูตร EDC Plus และกิจกรรม Awakening Digital Literacy Creator 2026 เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ ETDA และ Facebook: ETDA Thailand








