ภายหลัง รัฐบาลออกมาตรการ ให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคม "ตัด-ลด-รื้อ" เสาสัญญาณบริเวณชายแดนไทย โดยเฉพาะ 7 พื้นที่เสี่ยง เช่น เชียงราย, ตาก, สระแก้ว เพื่อสกัดกั้นอินเทอร์เน็ตจากพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับกระทบต่อประชาชนทั่วไปโดยตรง ทั้งการติดต่อสื่อสาร การทำธุรกรรมออนไลน์ การค้าขาย รวมถึงความปลอดภัยในยามฉุกเฉิน โดยปัญหาสัญญาโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างหนักหน่วงที่สุด
จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนในพื้นที่แนวชายแดน หลายคนสะท้อนเสียงตรงกันว่า แม้เข้าใจเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ ใช้งานจริงไม่ได้ โทรยาก โอนเงินลำบาก ขณะที่สายโทรหลอกลวงยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
นางนงรัตน์ จันทะมา อายุ 42 ปี หนึ่งในชาวบ้านพื้นที่ชายแดน เปิดเผยว่า ตอนแรกเมื่อทราบข่าวว่ารัฐจะลดสัญญาณโทรศัพท์เพื่อสกัดสแกมเมอร์ ก็รู้สึกเห็นด้วย เพราะคิดว่าจะช่วยลดปัญหาการถูกหลอกลวงของประชาชนได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่อ่อนลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณใกล้แนวชายแดนและตลาดโรงเกลือ ซึ่งเป็นแหล่งค้าขายสำคัญของจังหวัด เมื่อวานไปโรงเกลือ ใช้โทรศัพท์แทบไม่ได้เลย สแกนจ่ายเงินก็ไม่ได้ ต้องวิ่งหาเงินสดกันให้วุ่นวาย ซึ่งปกติทุกวันนี้ทุกคนก็มักจะใช้มือถือโอนจ่ายแทนเงินสดอยู่แล้ว แต่พอสัญญาณหาย ทุกอย่างสะดุดหมด ทุกวันนี้ใช้งานยากมาก ไม่ใช่แค่อินเทอร์เน็ตนะ แม้แต่โทรศัพท์ธรรมดายังโทรติดยาก บางครั้งโทรผ่านไลน์ไม่ได้ ก็จะโทรผ่านเบอร์มือถือแทน แต่ตอนนี้แม้แต่โทรเบอร์ปกติก็ยังลำบาก ติดบ้างไม่ติดบ้าง
”ตอนนี้ดูแลคนแก่กันหลายบ้าน ถ้าเกิดผู้สูงอายุไม่สบายขึ้นมา แล้วโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ โทรหาใครไม่ได้ จะทำอย่างไร กว่ารถโรงพยาบาลจะมา คนอาจแย่ก่อน ต้องพึ่งพากันเองหมด ในภาวะบ้านเมืองที่มีความไม่แน่นอน การสื่อสารถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก จึงอยากให้ภาครัฐทบทวนว่ามาตรการลักษณะนี้เหมาะสมแล้วหรือไม่“
นางนงรัตน์ ย้ำอีกว่า ทุกวันนี้แม้รัฐจะลดเสาลดสัญญานชายแดน แต่จะบอกว่า สแกมเมอร์ก็ยังเหมือนเดิมเมื่อวานนี้เลย โดนมิจฉาชีพโทรมาหลอกลวงพูดเหมือนเดิมเลย ยังโทรมาหลอกอยู่เลย พอรับสายที ก็สวัสดีค่ะ คุณมีเรื่องพาสปอร์ตบ้าง มีคดีบ้าง แสดงว่ามาตรการนี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป ถ้าสแกมเมอร์ยังอยู่ แล้วประชาชนกลับใช้โทรศัพท์ไม่ได้ แบบนี้มันไม่ตรงจุด
ด้าน “คุณแป๋ว” แม่ค้าลูกชิ้นทอดและร้านน้ำชงในพื้นที่ชายแดน กล่าวว่า มาตรการที่รัฐกำลังทำ มันกระทบชาวบ้านมาก ไหนว่าลดเสาจะปราบแสกมเมอร์ มันปราบไม่ได้หรอก พวกแสกมเมอร์ก็ยังโทรมาหลอกลวงเหมือนเดิม แต่ชาวบ้านต้องทนกับสัญญาณโทรศัพ สัญญาณเน็ตที่ห่วยแตกมาก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าขาย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมใช้การสแกนโอนเงินผ่านมือถือแทนเงินสด
“ขายของ 20 บาท บางทีต้องรอครึ่งชั่วโมงกว่าจะโอนเสร็จ แอปธนาคารไม่ขึ้น โหลดไม่ไป ลูกค้าก็ยืนรอ บางคนรีบก็เดินไปเลย เสียโอกาสขายของบางครั้งลูกค้าจะขอใช้ไวไฟของร้านเพื่อโอนเงิน แต่ไวไฟเองก็ไม่เสถียร เพราะต้องอาศัยสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือเช่นกัน โทรก็ไม่ติด ติดๆดับๆ สัญญาณอ่อนมาก ทำให้ปัญหายิ่งซ้ำซ้อน ตอนนี้ทุกอย่างกลับช้ากว่าเดิม ทุกอย่างติดขัดหมด ถ้าปราบแสกมเมอร์ไม่ได้ก็คืนสัญญาณมาให้ชาวบ้านเถอะ“
คุณแป๋ว ยังบอกอีกว่า นี่ยังไม่รวมถึงการติดต่อรถพยาบาล รถฉุกเฉินนะ คนแก่จะตายอยู่แล้ว โทรไม่ติด ไม่มีสัญญาณ ชาวบ้านก็ต้อวช่วยกันเอง ต้องพากันไปส่งรพ.เอง ยิ่งเราอยู่ชายแดนด้วย หากเกิดเหตุโป้งป้าง ระเบิดขึ้นมา สัญญาณเตือนก็ไม่มี ก็ทำอะไรไม่ได้อีก รัฐบาลไม่รู้คิดอะไรอยู่ ถามประชาชนบ้างไหม
ขณะที่ “พี่แจ็ค” อายุ 50 ปี เจ้าของร้านกาแฟในพื้นที่ชายแดน กล่าวว่า ช่วงนี้สัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ติดๆ ดับๆ ใช้งานไม่แน่นอน บางครั้งเปิดอินเทอร์เน็ตได้ บางครั้งก็ไม่ได้ ถ้ารัฐลดสัญญาณแล้วแก๊งสแกมเมอร์หายไปจริง ก็ถือว่าแก้ถูกทาง แต่ถ้ายังโทรมาหลอกเหมือนเดิม แล้วประชาชนต้องเดือดร้อน แบบนี้ก็ควรคิดใหม่ไหม
พี่แจ๊ค บอกว่า ตนเข้าใจความจำเป็นของภาครัฐในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่การดำเนินมาตรการควรคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่ต้องพึ่งพาการสื่อสารมากกว่าหลายพื้นที่
“อยากให้เอาสัญญาณกลับมาเหมือนเดิม ถ้ายังจับสแกมเมอร์ไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีใหม่ อย่าให้คนธรรมดาต้องเดือดร้อนทุกวัน”
เสียงสะท้อนจากชาวบ้านชายแดนครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความไม่สะดวก แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และปากท้องของประชาชน ที่ตอกย้ำว่า “ทางลัดของรัฐ” อาจกลายเป็นทางตันของประชาชน เมื่อเลือกตัดสัญญาณแทนการตัดวงจรอาชญากรรม ผลลัพธ์จึงไม่ใช่การหยุดสแกมเมอร์ แต่คือการหยุดชีวิตคนธรรมดา หากยังไม่ทบทวน วันนี้คือสัญญาณอ่อนแต่พรุ่งนี้อาจเป็นความเชื่อมั่นที่พังทั้งประเทศ








