วันที่ 17 มีนาคม 2569 สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACIT (Sustainable Arts and Crafts Institute of Thailand) เปิดแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยประจำปี 2569 เดินหน้ายกระดับ “ศิลปหัตถกรรมไทย” ให้เป็นทั้งภาพลักษณ์สำคัญของประเทศที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยขับเคลื่อนภายใต้ภารกิจ สืบสาน สร้างสรรค์ และส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยในทุกมิติให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำบทบาทของ SACIT ในฐานะองค์กรที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและความยั่งยืนของงานหัตถศิลป์ไทย ผ่านการพัฒนาอย่างบูรณาการใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ วัฒนธรรม สังคม–สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ พร้อมเดินหน้าผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” และงานศิลปหัตถกรรมที่เกี่ยวข้องให้เป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ ตอกย้ำบทบาทของงานหัตถศิลป์ไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิต และสามารถเชื่อมโยงประเทศไทยกับโลกผ่านความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ไทย
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT มีภารกิจสำคัญในการ สืบสาน สร้างสรรค์ และส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทย โดยมุ่งยกระดับหัตถศิลป์ไทยให้ก้าวไกลมากกว่าการเป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรม หากแต่เป็นทั้ง ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม และทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่สามารถสร้างคุณค่าและโอกาสได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ การดำเนินงานของ SACIT จึงมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับกรอบ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และหลักการ ESG ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างคุณค่าทางสังคม และการบริหารจัดการที่โปร่งใส เพื่อให้ระบบนิเวศของงานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างสมดุลและมั่นคงในระยะยาว
“งานศิลปหัตถกรรมไทยไม่เพียงสะท้อนภูมิปัญญาและรากฐานทางวัฒนธรรมของบรรพชน แต่ยังเป็นทรัพยากรสำคัญที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสให้กับชุมชนในระดับพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นพลังทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงประเทศไทยสู่เวทีโลก ผ่านความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ของไทย” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว
ภายใต้บทบาทดังกล่าว SACIT ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติด้านวัฒนธรรม มิติด้านสังคม-สิ่งแวดล้อม และมิติด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยมีความต่อเนื่องครบวงจร ตั้งแต่การรักษารากเหง้าทางภูมิปัญญา การต่อยอดด้วยแนวคิดใหม่ที่ตอบโจทย์สังคมร่วมสมัย ไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาดและการยกระดับภาพลักษณ์ในเวทีโลก
ในมิติด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นภารกิจด้าน “สืบสาน” SACIT ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการธำรงรักษาองค์ความรู้ รากเหง้าภูมิปัญญา และคุณค่าทางอัตลักษณ์ของงานศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูสู่ศิษย์จากรุ่นสู่รุ่น และจากท้องถิ่นสู่สาธารณะในวงกว้าง โดยให้ความสำคัญกับการเชิดชูบุคคลต้นแบบในแวดวงหัตถศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และ New Young Artisan ซึ่งไม่เพียงเป็นการยกย่องเชิดชูเพื่อเฟ้นหาคนทำงานหัตถกรรม และส่งเสริมการส่งต่อองค์ความรู้ ทักษะเชิงช่าง เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถคงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจัดเวทีวิชาการระดับนานาชาติ SACIT Symposium 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยในปี 2569 มุ่งเน้นองค์ความรู้ในกลุ่มงาน Ceramic Craft and Surface Design ที่เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันงานหัตถศิลป์ที่คิดถึงประเภทงานเบญจรงค์ เพื่อขยายฐานองค์ความรู้ศิลปหัตถกรรม และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับการสร้างสรรค์ร่วมสมัย และเชื่อมโยงเครือข่ายช่างฝีมือ นักวิชาการ นักออกแบบ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศ อาเซียน และนานาชาติ
สำหรับไฮไลต์สำคัญของ SACIT Symposium 2026 ไม่ได้มีเพียงการบรรยายเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมทั้งมิติการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ ครูช่าง นักออกแบบ และผู้ปฏิบัติงานจริงจากหลากหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม มาเลเซีย และตุรกี รวมถึงการถอดบทเรียนเชิงนโยบาย การสาธิตเชิงปฏิบัติการ และการสะท้อนบทบาทของงานหัตถศิลป์ในโลกปัจจุบันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืนทางวัฒนธรรม การศึกษา และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกด้วย เวทีดังกล่าวจึงมีบทบาททั้งในฐานะพื้นที่รวบรวมองค์ความรู้ พื้นที่เชื่อมเครือข่ายระหว่างประเทศ และพื้นที่ยืนยันว่า “หัตถศิลป์ไทย” ยังคงมีชีวิต และสามารถสนทนากับโลกได้อย่างสง่างาม
นอกจากนี้ SACIT ยังเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้ “ชุดไทยพระราชนิยม”เป็นที่รู้จัก เช่น ความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการจัดกิจกรรม Road Show “ชุดไทยมรดกภูมิปัญญาและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล ณ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ซึ่ง สศท. เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงสาธิตงานหัตถศิลป์สำคัญ จำนวน 3 ประเภทงาน ที่เป็นองค์ประกอบของชุดไทยพระราชนิยม ได้แก่ งานปักดิ้นเงินดิ้นทอง, งานเครื่องประดับไทย และงานจักสานย่านลิเภา โดยครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ของ สศท. รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการสวมใส่ชุดไทยในฐานะ Social Practice ของสังคมไทย พร้อมผลักดันกระบวนการเสนอขึ้นทะเบียนต่อ UNESCO ในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ นอกจากนี้ ยังได้เตรียมดำเนินการจัดทำ“หอนิทรรศการชุดไทย” ณ SACIT อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ รวบรวมองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของชุดไทยพระราชนิยมที่ถูกต้องทั้ง 8 แบบ ส่งเสริมให้เกิดการรับรู้ของสาธารณชนว่า “ชุดไทย” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นระบบองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมที่มีทั้งประวัติศาสตร์ ความงาม ความประณีต และทุนทางภูมิปัญญาซ่อนอยู่ภายใน การดำเนินงานในมิตินี้จึงเป็นทั้งการอนุรักษ์ การตีความใหม่ และการทำให้มรดกวัฒนธรรมไทยยังคงมีชีวิตอยู่ในสังคมร่วมสมัยอย่างภาคภูมิ
ในมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม SACIT ให้ความสำคัญกับการต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมไทยให้สอดคล้องกับบริบทของโลกปัจจุบัน โดยมองว่างานหัตถศิลป์ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการคงอยู่ของรูปแบบดั้งเดิม แต่ต้องสามารถตอบโจทย์เรื่องความเป็นธรรมในสังคม การสร้างโอกาสให้กับผู้คน และการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบควบคู่กันไป SACIT จึงมุ่งสร้างระบบนิเวศใหม่ของงานหัตถศิลป์ที่ยึดหลักความเป็นธรรมต่อผู้ผลิตและชุมชน และแนวคิด Circular Economy ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และออกแบบกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้งานหัตถศิลป์ไทยไม่เพียงงดงามในเชิงศิลป์ แต่ยังมีคุณค่าในเชิงสังคมและมีความรับผิดชอบต่อโลกในระยะยาว
หัวใจสำคัญของมิตินี้คือการทำให้งานหัตถศิลป์เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนและชุมชนอย่างแท้จริง SACIT จึงเดินหน้าส่งเสริมชุมชนหัตถกรรมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพช่างฝีมือ การเสริมองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การจัดการผลิตภัณฑ์ การสร้างคุณค่าแบรนด์ และการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ เพื่อให้ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่เป็นฐานของการเรียนรู้ การรักษาอัตลักษณ์ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน ตัวอย่างสำคัญคือการพัฒนาเชิงลึกในพื้นที่ ชุมชนหัตถกรรมกกจันทบูร จังหวัดจันทบุรี ที่ SACIT สนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน การปลุกความตระหนักในคุณค่าของทักษะท้องถิ่น การต่อยอดภูมิปัญญาสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย และการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับคนในพื้นที่
SACIT ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเปราะบางผ่านการใช้ทักษะงานหัตถศิลป์เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูศักยภาพของคน โดยดำเนินกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และการประกอบอาชีพให้กับผู้ที่ขาดโอกาสทางสังคม เช่น การทำงานร่วมกับทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะงานหัตถกรรม อันนำไปสู่การมองเห็นคุณค่าในตนเอง การมีทักษะประกอบอาชีพ และการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี แนวทางนี้สะท้อนบทบาทของ SACIT ที่มองงานศิลปหัตถกรรมไม่ใช่เพียงมรดกหรือสินค้า แต่เป็นเครื่องมือทางสังคมที่สามารถสร้างความเท่าเทียม สร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในด้านสิ่งแวดล้อม SACIT ขับเคลื่อนการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ผ่านแนวคิด Sustainable Craft Business Model ที่มุ่งให้กระบวนการผลิตของงานหัตถศิลป์ไทยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น การออกแบบที่คำนึงถึงอายุการใช้งาน การลดของเสียในกระบวนการผลิต การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ ตลอดจนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิด Craft Circular Model ที่สนับสนุนให้ชุมชนและผู้สร้างสรรค์มองเห็นคุณค่าของทรัพยากรในทุกขั้นตอนของการผลิต ตัวอย่างเช่น การใช้วัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นอย่างกระจูด การต่อยอดองค์ความรู้ด้านผ้าย้อมคราม การใช้วัสดุเหลือใช้หรือวัสดุพลอยได้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่ทำให้งานหัตถศิลป์สามารถดำรงอยู่ได้ในโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ภายใต้มิติเดียวกัน SACIT ยังมีการสนับสนุนทุนวิจัยพัฒนา โดย SACIT มุ่งส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ใหม่และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยให้ก้าวทันโลก โดยหัวใจสำคัญของการสนับสนุนทุนวิจัยคือการ “ปลดล็อกศักยภาพของคนและชุมชน” หรือ Potential เพื่อให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่มีมูลค่าเพิ่มและแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงยังได้มีการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายงานหัตถศิลป์เพื่อพัฒนาแหล่ง “ต้นน้ำยางรัก” ผลักดันเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดย SACIT เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยง ฟื้นฟู วัตถุดิบงานรักที่หายาก โดยนำร่องริเริ่มโครงการความร่วมมือใน 4 จังหวัด ที่มีการใช้ยางรักในงานหัตถศิลป์ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และ สุโขทัย เป็นต้น
ในมิติด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภารกิจด้าน “ส่งเสริม” SACIT มุ่งผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมไทยเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ผ่านการยกระดับตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาวัตถุดิบ การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับมาตรฐาน การสร้างแบรนด์ การสื่อสารภาพลักษณ์
ไปจนถึงการเปิดตลาดและสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย SACIT มองว่า “คุณค่าของงานหัตถศิลป์ไทย” ต้องได้รับการสื่อสารให้ชัดเจนทั้งในมิติของความงาม อัตลักษณ์ และศักยภาพเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชนสามารถแปลงทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ที่จับต้องได้
หนึ่งในกลไกสำคัญของมิตินี้คือการจัดกิจกรรมและมหกรรมที่สร้างตลาดและสร้างภาพจำใหม่ให้กับงานหัตถศิลป์ไทย เช่น Craft Bangkok 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมงานหัตถศิลป์จากทั่วประเทศมาเชื่อมโยงกับผู้บริโภค นักออกแบบ ผู้ซื้อ และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและขยายฐานตลาดให้กว้างขึ้น รวมถึงงาน อัตลักษณ์แห่งสยาม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการนำเสนอผลงานจากสมาชิก SACIT กว่า 380 คูหา พร้อมผลงานครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และดีไซเนอร์ไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่างานหัตถศิลป์ไทยสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่มีทั้งคุณค่าทางวัฒนธรรมและมูลค








