เทคโนโลยี

วาระสุดท้ายของ Van Allen Probe A กับผลกระทบต่อโลกและประเทศไทย

แชร์ข่าว

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 11 มีนาคม 2026 ตามเวลาประเทศไทย โลกได้ต้อนรับการกลับมาของอดีตนักสำรวจอวกาศผู้ยิ่งใหญ่ นั่นคือดาวเทียม Van Allen Probe A ขององค์การนาซา (NASA) ซึ่งได้ยุติบทบาทลงและร่วงหล่นกลับสู่ชั้นบรรยากาศโลก แม้ดาวเทียมดวงนี้จะมีน้ำหนักก่อนเผาไหม้ถึงราว 600 กิโลกรัม แต่การตกกลับสู่โลกในครั้งนี้ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกแต่อย่างใด หากแต่เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ย้ำเตือนถึงความเชื่อมโยงระหว่างอวกาศและโลก รวมถึงผลกระทบจากธรรมชาติทางดาราศาสตร์ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้

ทำไมดาวเทียมถึงตกเร็วกว่ากำหนดถึง 8 ปี

เดิมทีผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าดาวเทียมดวงนี้จะลอยอยู่ในวงโคจรไปจนถึงปี 2034 แต่สถานการณ์จริงกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงด้วยกลไกทางธรรมชาติ ปัจจัยหลักเกิดจาก "วัฏจักรสุริยะ" (Solar Cycle) ที่กำลังอยู่ในช่วงสูงสุด หรือที่เรียกว่าสภาวะ Solar Maximum ซึ่งดวงอาทิตย์มีพฤติกรรมรุนแรงเป็นพิเศษ

พายุสุริยะและการปลดปล่อยมวลโคโรนาได้ส่งพลังงานมหาศาลมายังปริมณฑลของโลก พลังงานความร้อนนี้ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกเกิดการขยายตัว เมื่อชั้นบรรยากาศขยายตัวสูงและหนาแน่นขึ้นในระดับวงโคจรของอวกาศ มันจึงไปสร้าง "แรงเสียดทาน" (Atmospheric Drag) ต่อดาวเทียมที่โคจรอยู่

แรงเสียดทานนี้ทำหน้าที่เหมือนเบรกที่คอยชะลอความเร็วในการโคจรของดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด แรงโน้มถ่วงก็ดึงดาวเทียม Probe A ต่ำลงมาเรื่อยๆ และกลับสู่โลกเร็วกว่ากำหนด

ผลกระทบและระดับความเสี่ยงต่อโลก

เมื่อได้ยินข่าวคำว่า "ดาวเทียมขนาดใหญ่ตก" หลายคนอาจนึกภาพถึงอันตรายจากฟากฟ้า แต่ในความเป็นจริง ภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

- การเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ เมื่อดาวเทียมพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นด้วยความเร็วสูงมาก

การเสียดสีจะทำให้เกิดความร้อนมหาศาลถึงหลายพันองศา ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ของ Van Allen Probe A จะถูกเผาไหม้และหลอมละลาย และตอนนี้ดาวเทียมระเหยกลายเป็นไอไปจนเกือบหมดก่อนที่จะตกถึงพื้นโลก

- โอกาสเกิดอันตราย นาซาประเมินว่าความเสี่ยงที่เศษซากที่รอดจากการเผาไหม้จะตกใส่คน มีอัตราส่วนเพียง 1 ใน 4,200 (หรือคิดเป็นความเสี่ยงเพียง 0.02% เท่านั้น) ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าพื้นที่กว่า 70% ของผิวโลกคือผืนน้ำมหาสมุทร ชิ้นส่วนใดๆ ก็ตามจึงมีแนวโน้มที่จะตกลงในพื้นที่ห่างไกลและปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นระดับโลกที่สำคัญ นั่นคือความตระหนักรู้เรื่อง "ขยะอวกาศ" (Space Debris) ที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบีบบังคับให้นานาชาติต้องร่วมมือกันวางแผนจัดการวงโคจรให้รัดกุมกว่าเดิม

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบทางตรงในแง่ของความเสี่ยงทางกายภาพนั้นแทบจะเป็นศูนย์ จากข้อมูลการโคจรและขนาดของเศษซาก โอกาสที่จะสร้างความเสียหายในไทยจึงน้อยมาก แต่ผลกระทบในเชิงอ้อมจาก "องค์ความรู้" ของดาวเทียมดวงนี้ ถือว่าใกล้ตัวเราอย่างยิ่ง เดิมทีเดียวภารกิจของ Probe A และ B คือการศึกษาแถบรังสีแวนอัลเลน (Van Allen Belts) ข้อมูลที่ดาวเทียมดวงนี้เคยส่งกลับมา ช่วยให้โลกเข้าใจปรากฏการณ์พายุสุริยะ ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยพึ่งพาระบบเทคโนโลยีอวกาศในทุกมิติของการใช้ชีวิต ตั้งแต่ดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร (อย่าง THEOS-2) ไปจนถึงระบบ GPS หากสภาพอวกาศแปรปรวนและเราไม่มีข้อมูลแจ้งเตือนล่วงหน้า ระบบการสื่อสาร การนำทางของเครื่องบิน รวมถึงโครงข่ายไฟฟ้าในไทยอาจเกิดความขัดข้อง บทเรียนจากการตกเร็วกว่ากำหนดของดาวเทียม Probe A ในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนให้หน่วยงานด้านอวกาศของไทย เช่น GISTDA ต้องคอยเฝ้าระวังและพัฒนาขีดความสามารถในการติดตามสภาพอวกาศอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันนี้ ตัวดาวเทียมจะสลายตัวกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านในชั้นบรรยากาศไปแล้ว แต่มรดกทางข้อมูลที่มันทิ้งไว้ จะยังคงปกป้องเทคโนโลยีบนโลกและในไทยไปอีกนาน

มาดูขั้นตอนการทำงานสำหรับประเทศไทยกันบ้าง ซึ่ง GISTDA มีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบและได้มาตรฐานสากล และใช้ระบบการจัดการจราจรอวกาศ (Space traffic management system) หรือ ZIRCON ที่พัฒนาโดยทีมวิจัยของ GISTDA ระบบมีขีดความสามารถในการวิเคราะห์และแจ้งเตือนการชนของดาวเทียม และการแจ้งเตือนวัตถุอวกาศตกกลับมาสู่โลก (re-entry) โดยเหตุการณ์นี้การแจ้งเตือนกลับมาสู่โลก โดยมีขั้นตอนดังนี้

1) ระบบจะคำนวณวิถีวงโคจร ความเร็ว ปัจจัยด้านชั้นบรรยากาศ และน้ำหนักของวัตถุ เพื่อหา "กรอบเวลา" (Re-entry window) และ "พื้นที่คาดการณ์" ที่วัตถุนั้นจะตกลงมา

2) การประเมินความเสี่ยงต่อพื้นที่ประเทศไทย (Risk Assessment) ระบบจะทำการจำลองเส้นทาง (Trajectory) ว่าในช่วงเวลาที่ดาวเทียมจะตกนั้น วงโคจรพาดผ่านน่านฟ้าของประเทศไทยหรือไม่ หาก ไม่พาดผ่าน GISTDA จะออกประกาศเพื่อให้ประชาชนรับทราบเป็นเกร็ดความรู้และคลายความกังวล แต่หาก “พาดผ่าน” ระบบจะประเมินเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงอย่างละเอียดว่ามีโอกาสที่เศษซากจะตกลงในเขตชุมชนมากน้อยเพียงใด

3) การประสานงานและแจ้งเตือนภัย (Alert & Coordination) ในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อประเทศไทย GISTDA จะทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อเตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เพื่อออกประกาศเตือนสายการบิน (NOTAM) ให้หลีกเลี่ยงเส้นทางการบินในน่านฟ้าบริเวณดังกล่าวชั่วคราว รวมถึง สื่อมวลชนและประชาชน จะออกประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง

- การติดตามจนถึงวินาทีสุดท้าย (Re-entry Confirmation) เมื่อวัตถุเริ่มเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและเกิดการเผาไหม้ GISTDA จะติดตามสถานะอย่างใกล้ชิดจนกว่าชิ้นส่วนสุดท้ายจะตกสู่พื้นโลกหรือมหาสมุทร (Splashdown) จากนั้นจึงจะออกประกาศยืนยัน "จุดตกที่แท้จริง" เพื่อปิดภารกิจการเฝ้าระวังในครั้งนั้น ด้วยขั้นตอนเหล่านี้ ทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ขยะอวกาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

สำหรับการดำเนินการในกรณีนี้ดาวเทียมดาวเทียม Van Allen Probe A คาดว่าจะตกเข้าสูโลด วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 18.43 น. +/- 8 ชั่วโมง (ผลการวิเคราะห์ ณ วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 12.15 น.) และคาดว่ามวลส่วนใหญ่จะถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ หากมีผลการวิเคราะห์อัพเดทหรือมีความเสี่ยง ทาง GISTDA จะมีการรายงานความก้าวหน้าให้ทุกท่านทราบโดยทันที