เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าจัดโครงการอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ให้แก่คณะผู้บริหารและบุคลากรของการรถไฟฯ ณ ห้องบรรทัดทอง ชั้น 3 โรงแรม เดอะ ทวิน ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมุ่งเน้นการปรับตัวขององค์กรเพื่อรองรับกฎหมายฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 นี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ประธานในพิธีเปิดการอบรม เปิดเผยว่า ตามที่พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 กฎหมายฉบับนี้มิได้เป็นเพียงแค่ระเบียบปฏิบัติข้อใหม่ แต่เป็น “จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ” ของหน้าประวัติศาสตร์ ระบบรางไทยที่มีสาระสำคัญในการกำกับดูแลกิจการขนส่งทางรางของประเทศให้มีมาตรฐาน สอดคล้องกับการพัฒนาการขนส่งรูปแบบอื่นๆ ให้เป็นโครงข่ายเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ครอบคลุมทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการเดินรถ และการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการ ซึ่งการจัดโครงการอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญและทันต่อสถานการณ์อย่างยิ่งของการรถไฟฯ
“การรถไฟฯ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการขนส่งทางรางของประเทศ ต้องเตรียมการปรับตัวในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการขออนุญาตประกอบกิจการ การกำหนดเขตระบบรถและเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง ตลอดจนประเด็นสำคัญเรื่องการให้เอกชนใช้รางเพื่อการขนส่งทางรางร่วมกัน (Open Access) และการกำหนดอัตราค่าโดยสารและค่าขนส่งให้สมดุลและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ผู้บริหารที่รับผิดชอบพิจารณากฎหมายในแต่ละหมวดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้พนักงานของการรถไฟฯ ก้าวผ่านความท้าทายนี้และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างราบรื่น” นายอนันต์ กล่าว
การอบรมครั้งนี้ การรถไฟฯ ได้รับเกียรติจาก ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมถึงแนวทางการบังคับใช้และบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ประเด็นสำคัญ และซักถามข้อสงสัย เพื่อนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางการดำเนินงานของการรถไฟฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย เชื่อมั่นว่าการเตรียมความพร้อมด้านองค์ความรู้ให้กับบุคลากรในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของประเทศไทยให้มีความปลอดภัย ทันสมัย มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการขยายตัวของโครงข่ายระบบรางในอนาคต และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป







