เมื่อชื่อของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขานุการประจำตัวประธาน ถูกโยงเข้าสู่คำถามเรื่อง “คุณสมบัติ” และ “ความเป็นอิสระ” ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
พ.ต.อ.ประเวศน์ ถูกตรวจสอบจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายหลังมีผู้ร้องเรียนว่า ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม เนื่องจากดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ควบคู่กับการเป็นเลขานุการประธาน กสทช. ควบกรรมการบริษัทบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อีกตำแหน่ง
ซึ่งถือว่าขัดกับระเบียบ กสทช.ที่กำหนดว่า “ที่ปรึกษา และเลขานุการประจำ กสทช.ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่เป็นที่ปรึกษาหน่วยงานของรัฐ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และต้องปฏิบัติงานเต็มเวลา”
คำถามจึงอยู่ที่ว่า การไปปรากฏตัวร่วมคณะทำงานฝ่ายการเมืองในหลายวาระ ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งเลขานุการประธาน กสทช. นั้น ทำงานเต็มเวลา และไม่เกี่ยวพันการเมือง จริงหรือไม่
กสทช. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและสื่อสารมวลชน ซึ่งเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล การแข่งขันของผู้ให้บริการรายใหญ่ ไปจนถึงเสรีภาพสื่อ ความเป็นอิสระจึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำในกฎหมาย แต่คือ “เงื่อนไขความชอบธรรม” ของการตัดสินใจทุกมติ
เมื่อเลขานุการประธาน ซึ่งถือเป็น “แขนขาทางนโยบาย” ใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจการเมือง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
แม้ยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ชัดว่าผิดหรือถูก แต่ภาพการทำงานที่ซ้อนทับกันเช่นนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นของสาธารณะสั่นคลอน
ขณะเดียวกัน ประธาน กสทช. เองก็เคยเผชิญแรงเสียดทานเรื่องคุณสมบัติและกระบวนการได้มาในอดีต ทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งทวีความเข้มข้น เพราะเมื่อผู้นำองค์กรยังถูกตั้งคำถาม ความชอบธรรมเชิงสถาบันก็ยิ่งเปราะบาง
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การปกป้องบุคคล แต่คือการปกป้องหลักการ หาก กสทช. ถูกมองว่า “อิงการเมือง” ไม่ว่าด้วยเหตุจำเป็นทางอำนาจหรือด้วยความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ผลกระทบจะไม่จบแค่นี้ แต่ลามไปถึงความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลทั้งระบบ
ในฐานะฝ่ายบริหารที่กำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแสดงความชัดเจนทางการเมือง ปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าอย่างโปร่งใส ไม่ยื้อเวลา ไม่วางเฉย เพราะทุกวันที่สังคมยังคลางแคลง คือทุกวันที่ความเชื่อมั่นถดถอย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ผิดระเบียบหรือไม่แต่คือ เหมาะสมหรือไม่ กับมาตรฐานองค์กรอิสระในระบอบประชาธิปไตย
หาก กสทช. ต้องยืนอยู่บนหลักความเป็นกลางและตรวจสอบได้ ก็จำเป็นต้องตอบคำถามสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา
มิฉะนั้น คำว่า “องค์กรอิสระ” อาจเหลือเพียงถ้อยคำในบทบัญญัติ แต่ไร้น้ำหนักในสายตาประชาชน








