เทคโนโลยี

TCMA ผนึกจังหวัดสระบุรี ยกระดับ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์”  Industry 4.0 แบบ “กินได้”

แชร์ข่าว

TCMA ผนึกจังหวัดสระบุรี ยกระดับ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์”  Industry 4.0 แบบ “กินได้”

 

งานสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ รวมพลังสร้างเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ กินได้” จัดขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2569 ณ  หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำมาวางแผนเดินหน้าระยะต่อไปให้บรรลุเป้าหมายสระบุรีแซนด์บ็อกซ์

ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) กล่าวว่า การยกระดับเศรษฐกิจไทยต้องก้าวสู่ Industry 4.0 อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงระบบอัตโนมัติ แต่คือการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงซัพพลายเชน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ความก้าวหน้าของ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์”  ไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขการลดคาร์บอนเท่านั้น  แต่คือ การยกระดับประสิทธิภาพของประเทศ ด้วยการสร้างทุนมนุษย์ เพื่อก้าวสู่ Smart City และขยายผลสู่ระดับประเทศ โดยพัฒนาไปพร้อมกับตามแผน NDC 3.0 ของประเทศไทย

การขับเคลื่อน GDP ประเทศ จึงเริ่มจากการยกระดับ “ทุนมนุษย์” ด้วยการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมกับภาคการศึกษา โดยเฉพาะอาชีวศึกษา ทั้งในจังหวัดสระบุรีและจังหวัดอื่นทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และบทบาทใหม่ในระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แนวทางนี้สามารถเริ่มจากจุดเล็กที่ทำได้จริง เช่น Smart Campus, Smart Factory,  Smart Industry สู่ Smart City และดึงศักยภาพเครือข่ายอาชีวศึกษามาร่วมผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

เมื่อ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เดินทางมาถึง “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ กินได้” ดร.ชนะ เน้นย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่โมเดลความสำเร็จนี้ จะนำไปสู่การ “ยกระดับ” และ “ขยายผล” ไปอีกขั้น โดยส่งต่อโมเดลนี้ไปทั่วประเทศ (Scaling Up) สอดรับกับรายงานของ World Economic Forum (WEF) ที่ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวสู่อุตสาหกรรมเวฟที่ 4 ซึ่งไม่ใช่เพียง Automation แต่คือ การเชื่อมโยงทั้งซัพพลายเชนให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

ลดนำเข้า เปลี่ยนต้นทุนเป็นรายได้ชุมชน สระบุรีในฐานะฐานหลักของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของประเทศ มีมูลค่าสินค้าทุนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี การปรับเปลี่ยนใช้วัสดุในประเทศ จึงมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ตัวอย่างจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เช่น

• ลดการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศกว่า 4 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 12,000–15,000 ล้านบาท

• เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงทดแทน จากของเสียจากภาคเกษตร ขยะชุมชน ขยะเทศบาล และของเสียจากอุตสาหกรรม

ผลลัพธ์คือ เงินตราที่เคยไหลออกนอกประเทศ ถูกเปลี่ยนให้หมุนเวียนกลับมาเป็น รายได้ของเกษตรกร SMEs และชุมชนท้องถิ่น ช่วยลดการขาดดุลเชิงโครงสร้าง และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

จาก Waste สู่ Wealth เศรษฐกิจหมุนเวียนที่ “กินได้” ภายใต้แนวคิด “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ กินได้” เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่เกิดขึ้นจริง สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ มอง “ของเสีย” (Waste) คือ ทรัพยากร ที่มาจากภาคเกษตร ภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม และถูกนำมาผ่านกระบวนการจัดการด้วยเทคโนโลยี ก่อนส่งกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ เกิดเป็นธุรกิจใหม่ของชุมชนและ SMEs นอกจากนี้ ยังเกิดการจ้างงานในพื้นที่ การมีรายได้หมุนเวียนในเศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่สามารถจับต้องได้จริง

 

วันนี้ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ กินได้” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการของจังหวัดสระบุรี แต่ได้ยกระดับสู่ โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต ที่พิสูจน์แล้วว่า สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน ลดการพึ่งพาการนำเข้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

 

ดร.ชนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนา ทั้งแผนงานที่ชัดเจน คน ทีมทำงาน และเงินทุนมาบรรจบกัน สระบุรีแซนด์บ็อกซ์จึงได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศ อาทิ Environment and Climate Change Canada, UNIDO และ Global Cement and Concrete Association (GCCA) รวมถึงอยู่ระหว่างการนำเสนอขอรับการสนับสนุนจาก Mitigation Action Facility (MAF) เพื่อขับเคลื่อนการลดคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง”

 

 

 

 

แชร์ข่าว