กระทรวงคมนาคมเร่งเดินหน้าระบบตั๋วร่วมค่าโดยสาร 17-45 บาท ตั้งเป้าทดลองระบบเดือน ธ.ค. 2569 และเปิดใช้จริงวันที่ 1 ม.ค. 2570 ผู้โดยสารสามารถเดินทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าหลายสายโดยไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำ ขณะที่ภาครัฐเตรียมงบชดเชยเบื้องต้นประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อสนับสนุนนโยบายในช่วงเปลี่ยนผ่าน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินนโยบายค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี
หลักการสำคัญคือ ค่าโดยสารเริ่มต้น 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาท โดยผู้โดยสารที่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าจะไม่ถูกเรียกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการรถไฟฟ้าทุกราย เพื่อกำหนดวิธีคำนวณค่าโดยสารข้ามระบบ การจัดสรรรายได้ และหลักเกณฑ์การชดเชยในกรณีที่ค่าโดยสารปกติสูงกว่า 45 บาท
รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการโดย ไม่กระทบต่อสัญญาสัมปทาน และไม่มีนโยบายซื้อคืนสัมปทาน โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจจำเป็นต้องใช้งบประมาณช่วยเหลือหรือชดเชยให้ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายค่าโดยสารร่วมได้
เร่งกฎหมายลูก-ทดลองระบบ ธ.ค. ก่อนเปิดจริง 1 ม.ค. 70
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าให้กระบวนการสำคัญแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 จากนั้นจะทดลองระบบในเดือนธันวาคม ก่อนเปิดให้บริการจริงวันที่ 1 มกราคม 2570
ขณะนี้กฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องมีประมาณ 16 ฉบับ โดยผ่านความเห็นชอบในหลักการแล้วประมาณ 10 ฉบับ คาดว่าประกาศกระทรวงจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน และกฎกระทรวงประมาณเดือนตุลาคม 2569 ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการโอนสิทธิหรือการแก้ไขสัญญา PPP จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
อีกเรื่องสำคัญคือการจัดตั้ง Clearing House เพื่อบริหารจัดการข้อมูลและการชำระบัญชีระหว่างระบบรถไฟฟ้า โดยกระทรวงคมนาคมจะหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อคัดเลือกหน่วยงานที่เหมาะสม เบื้องต้นมีแนวคิดเชิญผู้มีประสบการณ์เข้ามาดำเนินการ ซึ่งธนาคารกรุงไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือก เนื่องจากมีประสบการณ์ด้านระบบ EMV และระบบชำระเงินของขนส่งมวลชน แต่ยังต้องผ่านการพิจารณาและดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
คาดใช้งบชดเชย 4,000 ล้านบาทต่อปี
สำหรับภาระงบประมาณ นายสิริพงศ์ระบุว่า เบื้องต้นประเมินว่าจะใช้งบชดเชยประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมองว่าคุ้มค่ากว่าการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งระบบ ซึ่งอาจต้องใช้งบประมาณราว 200,000 ล้านบาท และยังมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มเติม
รัฐบาลจึงเลือกแนวทางสนับสนุนหรือชดเชยค่าโดยสารในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ระบบตั๋วร่วม 17-45 บาทได้ก่อน และเมื่อสัมปทานรถไฟฟ้าบางส่วนทยอยสิ้นสุดลง จึงค่อยทบทวนโครงสร้างและแนวทางบริหารจัดการระบบอีกครั้ง
คนไทยได้สิทธิ 17-45 บาท อาจใช้บัตร EMV ยืนยันตัวตน
สำหรับผู้มีสิทธิใช้ค่าโดยสาร 17-45 บาท เบื้องต้นกำหนดให้ ประชาชนไทย เป็นผู้ได้รับสิทธิ โดยอาจใช้บัตร EMV เพื่อยืนยันตัวตน และไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนให้ยุ่งยาก
รูปแบบการชำระเงินอาจเป็นการจ่ายค่าโดยสารเต็มจำนวนไปก่อน จากนั้นระบบ Clearing House จะคำนวณค่าโดยสารตามสิทธิและคืนส่วนต่างให้ผู้โดยสาร ซึ่งเป็นแนวทางลักษณะเดียวกับระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง
กระทรวงคมนาคมประเมินว่า นโยบายดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าได้ มากกว่า 30% แต่จะต้องกำหนดฐานการเติบโตตามธรรมชาติของผู้โดยสารในแต่ละเส้นทางก่อน เพื่อแยกให้ได้ว่าจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นส่วนใดเกิดจากแนวโน้มปกติ และส่วนใดเกิดจากนโยบายค่าโดยสาร 17-45 บาท
เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือ ลดภาระค่าเดินทางของประชาชน เพิ่มการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการรักษาความสมดุลระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการรถไฟฟ้า
#ตั๋วร่วม #รถไฟฟ้า17บาท #รถไฟฟ้า45บาท #ค่าโดยสารรถไฟฟ้า #รถไฟฟ้าทุกสี #ตั๋วร่วม17_45บาท #รถไฟฟ้า #กระทรวงคมนาคม #สิริพงศ์อังคสกุลเกียรติ #พิพัฒน์รัชกิจประการ #ค่าแรกเข้า #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #ข่าวล่าสุด








