สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 6 ส.ค. หลังนักลงทุนกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภายหลังมีรายงานว่า คณะกรรมาธิการรัฐสภาอิหร่านกำลังพิจารณาร่างกฎหมายที่จะห้ามเรือของสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และประเทศที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออิหร่าน เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกำหนดโทษปรับสูงถึง 20% ของมูลค่าสินค้าที่บรรทุก หากฝ่าฝืนข้อบังคับดังกล่าว
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 2.07 ดอลลาร์ หรือ 2.75% ปิดที่ 77.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 3.04 ดอลลาร์ หรือ 3.83% ปิดที่ 82.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
รายงานจากสำนักข่าวฟาร์ส ซึ่งอ้างคำกล่าวของสมาชิกรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่า คณะกรรมาธิการรัฐสภากำลังพิจารณาร่างกฎหมายเบื้องต้นเพื่อจำกัดการเดินเรือของสหรัฐฯ อิสราเอล รวมถึงเรือของประเทศอื่นที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่ออิหร่าน ไม่ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก โดยผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับเป็นเงินสูงถึง 1 ใน 5 ของมูลค่าสินค้าที่ขนส่ง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า อิหร่านได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียว่า หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญทั่วภูมิภาค ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในเยเมนก็ยิ่งซ้ำเติมความวิตกของตลาด หลังมีรายงานว่า กลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย ซึ่งประจำการอยู่ในเมืองมาริบและฮาดรามูต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
กลุ่มฮูตีอ้างว่า ปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในฝ่ายที่สนับสนุนซาอุดีอาระเบียจำนวนหลายร้อยคน พร้อมทั้งสร้างความเสียหายให้กับค่ายทหาร คลังอาวุธ และยานพาหนะทางทหารหลายแห่ง ส่งผลให้นักลงทุนจับตาความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจลุกลามและกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด








