ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวขึ้นมากกว่า 6% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานผ่านระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ท่ามกลางความวิตกว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกระทบต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 5.36 ดอลลาร์ หรือ 6.17% ปิดที่ 92.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 6.62 ดอลลาร์ หรือ 7.04% ปิดที่ 100.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์ความตึงเครียดในทะเลแดง หลังกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียจำนวน 2 ลำ บริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าการขนส่งน้ำมันอาจเผชิญภาวะชะงักงันรุนแรงยิ่งขึ้น
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมัน 1 ใน 2 ลำเกิดเพลิงไหม้หลังถูกโจมตีขณะแล่นอยู่ในทะเลแดง สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเส้นทางเดินเรือและการขนส่งพลังงานในภูมิภาค
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมัน WTI ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน ขณะที่น้ำมันเบรนท์แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม และเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของสงครามอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันเบรนท์ได้ปรับตัวขึ้นแล้วเกือบ 40%
ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีได้ประกาศยกระดับการปฏิบัติการด้วยการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย พร้อมเดินหน้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในเส้นทางยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ตลาดพลังงานทั่วโลกจับตาความเสี่ยงด้านอุปทานอย่างใกล้ชิด
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เตือนว่า หากกลุ่มฮูตีก่อเหตุโจมตีเรือในช่องแคบบับเอลมันเดบอีก สหรัฐฯ จะดำเนินปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เพื่อตอบโต้ทั้งอิหร่านและกลุ่มฮูตี ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกมากขึ้น








